คนไม่มีศาสนา กับ คนติดดี

ในปีที่ผ่านมาผมใช้เวลาสักพักใหญ่ๆ เพื่อเข้าไปศึกษาคนที่เขาไม่มีศาสนา คนที่ไม่ยินดีในการนับถือศาสนา ไม่เชื่อศาสนา ตามกลุ่มต่างๆ ตามเว็บบอร์ดต่างๆ ซึ่งเขาก็มีความเชื่อของเขา ที่เขาเชื่อว่าสิ่งที่เขาเห็นและเข้าใจเช่นนั้นคือสิ่งที่ดี (มากกว่ามีศาสนา)

ทีนี้มันจะไม่มีปัญหาอะไรเลย ถ้าโลกนี้ไม่มีความแตกต่าง ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้ การกระทบกันของคนไม่มีศาสนากับคนมีศาสนา จึงเกิดขึ้นบ่อยครั้งไม่ต่างอะไรกับการทะเลาะ แข่งดี เอาชนะกันด้วยความเห็นทั่วๆ ไป

คนไม่มีศาสนาก็ยกไว้ เพราะเขาไม่ได้ยินดีที่จะศรัทธาหรือศึกษาในคำสอนของศาสนาใด แต่ปัญหาก็คือคนมีศาสนาที่ติดดี ยึดดี วางดีไม่ลงนี่แหละ ที่จะเข้าไปสร้างปัญหาให้เกิดขึ้น

คนไม่มีศาสนาส่วนใหญ่ เขาก็ศึกษาศาสนามาบางส่วนแล้ว เขาก็มีความรู้ของเขาอยู่เหมือนกัน แต่เขาไม่เชื่อว่าความรู้นั้นคือสิ่งที่ดีเลิศสำหรับเขา เขาเชื่อว่าสิ่งที่ดีกว่าคือการไม่มีศาสนา แต่คนที่มีศาสนาหลายคนก็มักจะเข้าไปให้ข้อมูล หลักฐาน ความเชื่อ จนถึงขั้นยัดเยียด ประชด แดกดัน ดูถูก พูดข่ม จนทะเลาะกันก็มีให้เห็นอยู่บ่อยไป

ซึ่งการกระทำเหล่านี้ก็จะยิ่งสร้างความเกลียดชัง แตกแยกมากขึ้น ซึ่งก็เกิดจากความติดดี ยึดดี วางดีไม่เป็นนั่นเอง

ถ้าเราไปบังคับยัดเยียดให้คนที่เขาเห็นต่างจากเรา มาเห็นตามเรา เราจะต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งโลก

แม้จะเป็นผู้ที่มีความเห็นที่ถูกตรงแต่ยังวางความยึดดีของตนไม่ได้ก็ตาม การเอาธรรมะไปบอกคนที่เขาไม่ยินดีที่จะฟัง ไม่ต่างอะไรกับคนพูดเพ้อเจ้อ คนเขาไม่เชื่อก็พูดอยู่อย่างนั้น เมาน้ำลาย เมาธรรมะ เมาอัตตาอยู่แบบนั้น

พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่เห็นถูกตรงจริงๆ มีเพียงแค่ฝุ่นที่ติดปลายเล็บเท่านั้น (หลังจากที่ท่านเอานิ้วไปจิ้มดิน) ส่วนคนที่เห็นผิดนั้นคือทั้งแผ่นดิน ปริมาณมันต่างกันมากๆ …ใครจะเอาภาระเปลี่ยนคนทั้งโลกก็เชิญตามสบาย ผมไม่เอาด้วยหรอก

ทีนี้ก็มีแต่คนบ้า(อัตตา) เท่านั้นแหละ ที่คิดจะไปเปลี่ยนคนอื่น ที่คิดจะไปหว่านล้อม ล่อลวง ดึงดันจะชักจูงคนอื่นให้เชื่ออย่างตน เพราะถ้าเข้าใจจริงๆ แล้วมันเป็นไปไม่ได้ที่จะไปยัดเยียดธรรมะแล้วจะบรรลุธรรมกันได้ การจะเข้าใจธรรมนั้นๆ ต้องเกิดจากสภาพสุกงอมที่พร้อมจะเกิดผลดีของทั้งผู้พูดและผู้ฟัง ไม่ใช่เกิดแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้คนพูดจะเป็นพระอรหันต์ แต่ถ้าเขาไม่ยินดีฟัง ก็จะไม่มีวันเข้าใจธรรมนั้นๆ

ที่จริงแล้วคนที่ติดดีในวงการศาสนา ไม่ได้ต่อสู้กับแค่คนไม่มีศาสนา ยังต่อสู้กับลัทธิอื่น ความเชื่ออื่น ทั้งคนใกล้ตัว ทั้งคนไกลตัวด้วย ประมาณว่าข้ารู้ดี อาจารย์ข้ารู้ดี สำนักข้ารู้ดี ก็พาลจะไปยัดเยียดตัวตน(อัตตา) ด้วยความหวังดี ว่าถ้ายัดเข้าไปแล้ว เขาจะต้องเจริญแน่ๆ …โดยที่เขาไม่ได้ถาม

ศาสนาพุทธไม่ได้เผยแพร่ธรรมด้วยการยัดเยียด แต่เป็นการทำตนเองให้ดี ให้บริสุทธิ์สมบูรณ์ ให้ดีจนเขามาถามนั่นแหละ จึงจะบอกไป ถ้าเขาไม่ได้ถาม เขาไม่อยากรู้แล้วเราไปยัดเยียดนี่เราผิดแล้ว เราทำเกินหน้าที่แล้ว เราหวังผลเกินจริงแล้ว มันยังไม่ถึงเวลาสุกงอมของเขา เราไปรีบเด็ดไม่ได้ เราต้องรอ รอจนมันสุกแล้วร่วงลงมา เราค่อยรับเขา ค่อยช่วยเขา

แต่คนศึกษาธรรมะแรกๆ นี่รอกันไม่ค่อยได้ วางกันไม่ค่อยลงหรอก คนที่จะวางความเห็นของตนได้ วางความยึดดีได้ แม้จะมีคนที่มีความเห็นต่างมาแสดงความคิดเห็น มาพูดข่ม มาดูถูก คนที่วางได้จริงนั้นมีไม่มาก ส่วนมากก็ทำทีเป็นวาง แล้วพูดข่มกลับบ้าง ถึงไม่พูดก็ขุ่นอยู่ในใจบ้าง เรียกว่ายังวางไม่ลง แต่ก็ดีกว่าไปด่าเขากลับ ต้องบอกกันตรงๆ ว่าฐานที่จะวางความยึดมั่นถือมั่นได้นั้น ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติใหม่แน่ๆ แม้ผู้ปฏิบัติมานานแต่ปฏิบัติยังไม่ถึงผลก็ใช่ว่าจะวางกันได้ง่าย

การที่เรายังยึดมั่นถือมั่นในความดีที่ตนเชื่อ จนตนเองต้องทุกข์เพราะอัตตา หรือไปทำร้ายคนอื่นด้วยหน้าตา ท่าทาง คำพูดก็ตาม คือความชั่วของคนดี ที่ควรจะต้องรีบล้างให้สะอาด เพราะไอ้ความยึดดีนี่แหละ ที่จะลากคนดีลงนรก

อ่านแล้วก็ระวังกันดีๆ ผมเองก็ระวังอยู่เหมือนกัน เพราะยิ่งเราศึกษาปฏิบัติไปมากเท่าไหร่ ความเห็นของเราจะยิ่งชัดมากขึ้นเท่านั้นว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนชั่ว แต่ถ้าเรายังวางความยึดดีนั้นไม่ลง เราชั่วแน่ๆ และทุกข์แน่ๆ รับรอง

กินเนื้อสัตว์ ค้าขายเนื้อสัตว์ ฆ่าสัตว์ หิริโอตตัปปะเสมอกัน

คนเสมอกันย่อมคบค้าสมาคมกัน (คนฆ่า=คนขาย=คนกิน)

เปิดพระไตรปิฎกมั่วๆ ไปเจอสูตรนึง มีข้อความตอนหนึ่งว่า “สัตว์จำพวกที่ไม่มีหิริ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับสัตว์จำพวกที่ไม่มีหิริ

สัตว์จำพวกที่ไม่มีโอตตัปปะ ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน กับสัตว์จำพวกที่ไม่มีโอตตัปปะ” ( อหิริกมูลกสูตร เล่ม ๑๖ ข้อ ๓๘๐)

ตอนแรกอ่านผ่านๆ ก็นึกไม่ออก ก็ทำใจในใจตามไป โห! สูตรนี้ดีจัง เอามาใช้ประโยชน์ได้ กับเรื่องการไม่กินเนื้่อสัตว์นี่แหละ

คนที่เขาฆ่าสัตว์นี่เขาเป็นคนผิดศีลเป็นประจำเลยนะ จะด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ แต่เขาก็คิดว่าการฆ่านั้นคุ้มค่าที่จะแลกมาเพื่อการดำรงอยู่ของเขา คนที่ฆ่าสัตว์เป็นประจำนี่น่าคบไหม? ผิดศีลเป็นประจำนี่เป็นคนดีไหม? ไม่มีหิริโอตตัปปะนี่เจริญไหม?

นี่เขาอยู่นอกพุทธไปไกลมากเลยนะ ชาวพุทธที่แท้จริงนี่ศีล ๕ ขั้นต่ำนี่ต้องให้แน่นๆ เลย ทีนี้คนฆ่าเขาก็คบหาสมาคมกับคนขายไง เขาก็ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน เราฆ่านายขาย อันนี้เขาก็มีความเสมอกันแล้ว

ทีนี้คนก็ไปซื้อจากคนขายมา ก็คบค้าสมาคมกับคนขาย มีส่วนได้ส่วนเสียกัน มีผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ต้องพึ่งพาอาศัยกัน นั่นก็หมายถึงมีความเสมอกันด้วยหิริโอตตัปปะนั่นแหละ เพราะลึกๆ คนกินเนื้อสัตว์ก็ยังยินดีที่เขาฆ่ามา

ถ้าผู้อ่านเข้าใจความในสูตรนี้จะเข้าใจเลยว่า ทำไมใน วณิชชสูตร (เล่ม ๒๒ ข้อ ๑๗๗) ที่ตรัสถึงเนื้อหาการค้าขายที่ชาวพุทธไม่สมควรทำ ว่าไม่ควรค้าขายเนื้อสัตว์ และค้าขายชีวิตสัตว์ อันนี้มันร้อยกันอยู่ มันเข้ากันพอดี

คนฆ่าคนขาย เขาก็มีความเห็นเดียวกัน คนขายคนซื้อกินเขาก็มีความเห็นเดียวกัน ดังนั้นคนฆ่าคนซื้อกินก็มีความเห็นเดียวกัน

รู้อย่างนี้แล้ว อย่ารีรอให้นรกถามหาเลย ควรปฏิบัติให้มากทำให้ความเห็นให้ถูกตรง ให้หิริโอตตัปปะมันเจริญขึ้น ให้มันเจริญไปกว่าคนที่เขาผิดศีลฆ่าสัตว์ ไม่ใช่บอกว่าตัวเองบรรลุธรรมขั้นนั้นขั้นนี้แต่ดันมีความเห็นตรงกับคนที่ฆ่าสัตว์ มันก็ผิดอยู่ในตัวนั่นแหละ

มงคล ๓๘ ข้อแรกนั้นท่านให้ห่างไกลคนพาล ไม่คบคนพาล …แต่นี่อะไร ไปซื้อเนื้อสัตว์มันก็สนับสนุนให้เขาฆ่าสัตว์อยู่แล้ว ยิ่งเอามากินให้ดูยิ่งกลายเป็นการชักชวนให้คนอื่นกินตามอีก มันก็หลงกันไปใหญ่ อย่างนี้แหละ ติดกระดุมเม็ดแรกผิดก็ผิดไปหมดเลย บรรลุธรรมกันไปนอกขอบเขตพุทธกันไปหมด หลุดกันไปไกลแบบนี้จะกลับมากันได้ไหมนี่ ก็พยายามทำความเข้าใจกันนะ

อรหันต์ในรูปของฆราวาส

อรหันต์ในรูปของฆราวาส

จากตอนก่อนที่ผมยกเรื่องจิตตคฤหบดีน่าจะเป็นอรหันต์มาด้วยหลักฐาน ๒ สูตรนั่นคือ อเจลสูตร (เล่ม ๑๘ ข้อ ๕๘๐)และปุตตสูตร (เล่ม ๑๖ ข้อ ๕๗๐) นั้น ต่อมาได้มีเพื่อนได้แสดงความเห็นต่างว่า จิตตคฤหบดีน่าจะเป็นพระอนาคามีตามที่เขาได้ศึกษามา และได้เสนอความเห็นมาดังนี้

(1) พระอนาคามีจะไม่ต้องมาเกิดในกามวจรภูมิอีก แม้บรรลุธรรมขั้นต่ำๆ จะเกิดในพรหมโลกเท่านั้น และบางท่านก็จะสามารถบรรลุนิพพานได้ในพรหมโลกเลย ตามแต่กรรมและความเพียรที่ทำมา

(2) หากฆราวาสบรรลุอรหันต์แล้ว จะต้องบวชทันที โดยวิสัยของพระอรหันต์ หรือไม่ก็จะสิ้นอายุทันที

ผมจะยืนยันในสิ่งที่ผมพบตามหลักฐานในพระไตรปิฎกดังนี้ครับ จากนี้ก็ขอให้ท่านพิจารณาข้อความที่ยกมาโดยแยบคาย โดยยกสัญญาหรือสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้มาวางไว้ก่อน แล้วเรียนรู้กันตามหลักฐานที่ปรากฏกัน

(ตอบ 1) ในข้อนี้เขาให้ความเห็นฟันธงลงไปแล้วว่าจิตตคฤหบดีน่าจะเป็นพระอนาคามี จากนั้นจึงได้บรรยายองค์ประกอบของพระอนาคามีตามสมมุติสัจจะที่ได้เรียนรู้กันโดยทั่วไป ซึ่งผมมีความเห็นต่าง ตรงที่ผมประเมินว่าจิตตคฤหบดีเป็นพระอรหันต์จากเหตุปัจจัย ในอเจลสูตร และปุตตสูตรดังนี้

ในอเจลสูตร จิตตคฤหบดี ได้ตอบเพื่อนที่ถามถึงมรรคผลว่าปฏิบัติแล้วได้อะไรบ้าง ดังนี้ “จิตต. ท่านผู้เจริญ แม้คฤหัสถ์ก็พึงมีธรรมเช่นนั้นได้ เพราะข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า เราสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม” มาวิเคราะห์ท่อนนี้กันก่อน

แม้คฤหัสถ์ก็พึงมีธรรมเช่นนั้นได้” จากประโยคนี้ก็บอกอยู่แล้วว่า แม้ฆราวาสก็มีธรรมเช่นนั้นได้ คือนักบวชเขาเป็นอรหันต์กันได้ เราก็เป็นกันได้เช่นกัน

เพราะข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า” ประโยคนี้สื่อว่า ท่านทำสิ่งนั้นได้จริง หวังได้คือมันเป็นไปได้ ถ้าคนปฏิบัติยังไม่ถึงผลจริงๆ นี่มันยังหวังไม่ได้ชัดเจนนะ มันจะมัวๆ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่มันจะถึง เรียกว่าแค่ “ได้หวัง” แต่ที่ท่านย่อมหวังได้เพราะท่านทำได้จริง

“เราสงัดจากกาม” ความที่ว่าสงัดจากกามนั้น ต่างจากไม่เสพกาม การไม่เสพกามนั้นอาจจะเป็นเพียงผู้ที่กดข่ม หรือผู้ที่ข้ามกามภพ แต่สงัดจากกามหรือสงบจากกามนี่ หมายถึงผู้ที่ข้ามกามทั้งหมด ถ้าเราเอาสังโยชน์ มาอธิบาย กามจะมีอยู่ทั้งในสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ และสังโยชน์เบื้องสูง ๕ กามฉันทะจะอยู่ในสังโยชน์เบื้องต่ำ ส่วนรูปราคะ และอรูปราคะอยู่ในสังโยชน์เบื้องสูง พระอนาคามีนั้นดับกามภพหรือกามฉันทะได้หมดสิ้นเกลี้ยงแล้ว นั่นจึงไม่กลับไปเกิดในภามภูมิอีก ไม่ไปเสพกามอีก แต่ทีนี้มันจะเหลือรูปราคะ และอรูปราคะ คือความติดใจในรูปเป็นอารมณ์ ก็คืออยากเสพนั่นแหละ แล้วคำว่ากามในพุทธนี่กินความกว้างมาก หมายถึงความอยากเสพทั้งหมด รวมทั้งรูปและอรูปเลย นั่นหมายถึงผู้ที่สงัดจากกามอย่างแท้จริงนั้น จะต้องดับ รูปราคะและอรูปราคะด้วย และผู้ที่ดับสังโยชน์เบื้องสูงทั้งสองนั้นได้ ก็มีแต่พระอรหันต์ เพราะพระอนาคามีนั้นยังมีสังโยชน์เบื้องสูงทั้ง ๕ อยู่ นั่นคือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา

“สงัดจากอกุศลธรรม” คำนี้ยิ่งย้ำยืนยันความเป็นอรหันต์ ถ้าคนไม่หมดกิเลสนี่พูดคำนี้ไม่ได้นะ ผิดสัจจะ เพราะการที่ยังมีกิเลสอยู่นั้นหมายถึงยังมีอกุศลธรรมอยู่ แม้จะเหลือแค่อวิชชา อวิชชานั้นก็ยังเป็นอกุศลธรรม ไม่ใช่สิ่งดีงามเลย คนจะหมดอกุศลธรรมได้อย่างแท้จริงก็มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น

จากนั้นท่านก็บอกว่าท่านเข้าฌาน ๑ ๒ ๒ ๔ เป็นอันหวังได้สำหรับท่าน ก็คือท่านทำได้ทั้งหมดนั่นเอง จบประโยคชุดนี้ด้วย “ก็แหละข้าพเจ้าพึงพยากรณ์ก่อนพระผู้มีพระภาคไซร้ ก็จะไม่เป็นการน่าอัศจรรย์ สำหรับข้อที่พระผู้มีพระภาคจะพึงทรงพยากรณ์ ข้าพเจ้าว่า ไม่มีสังโยชน์ที่จิตตคฤหบดีประกอบแล้ว (มีแล้ว)จะพึงเป็นเหตุให้กลับมาสู่โลกนี้อีก ฯ”

จากสูตรนี้ผมสังเกตว่า จิตตคฤหบดี เป็นผู้นอบน้อมถ่อมตน มีปัญญามาก รู้ประมาณว่าสิ่งใดควรไม่ควร ท่านรู้นะว่าตัวท่านเองบรรลุธรรม แต่จะบอกคนอื่นก่อนมันก็ไม่งาม นี่ท่านรู้ในตนอยู่แล้ว ท่านก็เลยให้พระพุทธเจ้าเป็นผู้บอกว่าท่านบรรลุธรรม

ประโยคที่พระพุทธเจ้าพยากรว่า” ไม่มีสังโยชน์ที่จิตตคฤหบดีประกอบแล้ว (มีแล้ว)จะพึงเป็นเหตุให้กลับมาสู่โลกนี้อีก ฯ” สำหรับประโยคนี้จะยกปฏิจสมุปปบาทมา ดังที่เรารู้กันดีว่าอวิชชานั้นเป็นเหตุให้เกิดภพ ชาติ ชรา มรณะ … ดังนั้นหากไม่ดับอวิชชา ก็ถือว่าไม่ดับเหตุแห่งการเกิด มันจะต้องมีเหตุให้เกิดได้ในวันใดก็วันหนึ่ง เพราะการดับอวิชชาเท่านั้นจึงเป็นการดับที่สิ้นเกลี้ยง ไม่เวียนกลับ ไม่ถดถอย แต่ถ้าดับไม่ถึงขั้นนั้น ก็จะเวียนกลับมาตกต่ำได้ ดังนั้นถ้าไม่ดับอวิชชา การกลับมาสู่โลกนี้ ก็เป็นอันหวังได้ เพราะพระอนาคามีนั้นยังมี รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชาอยู่ แม้จะไม่เสพกามแล้ว แต่ลาภ ยศ สรรเสริญทั้งหลายนั้นยังเป็นภัยต่อพระอนาคามี ยังเป็นสิ่งที่ฉุดพระอนาคามีให้ลงมาเสพได้ ดังจะขยายในสูตรต่อไป

ปุตตสูตร สูตรนี้กล่าวถึงอันตรายอันเผ็ดร้อนของลาภสักการะ เนื้อความเต็มของสูตรนี้มีดังนี้ [๕๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกาผู้มีศรัทธาเมื่อวิงวอนบุตรคนเดียวซึ่งเป็นที่รัก เป็นที่โปรดปราน โดยชอบ พึงวิงวอนอย่างนี้ว่า ขอพ่อจงเป็นเช่นจิตตคฤหบดี แลหัตถกอาฬวกอุบาสกเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาอุบาสกผู้เป็นสาวกของเรา จิตตคฤหบดีและหัตถกอาฬวกอุบาสก เป็นดุลเป็นประมาณเช่นนี้ ถ้าพ่อออกบวช ก็ขอจงเป็นเช่นพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเถิดดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้เป็นสาวกของเรา สารีบุตรและโมคคัลลานะเป็นดุลเป็นประมาณเช่นนี้ ขอพ่อจงอย่าเป็นเช่นพระเสขะผู้ยังไม่บรรลุอรหัตผล ถูกลาภสักการะแลชื่อเสียงครอบงำ ถ้าลาภสักการะแลชื่อเสียงครอบงำภิกษุผู้เป็นพระเสขะไม่บรรลุอรหัตผลไซร้ ก็ย่อมเป็นอันตรายแก่เธอ ลาภสักการะแลชื่อเสียง ทารุณ ฯลฯ อย่างนี้แล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ ฯ

สูตรนี้กล่าวถึงหญิงชาวพุทธวิงวอนลูกชายคนเดียวที่เธอรัก ว่าให้ลูกจงเป็นอย่าง จิตตคฤหบดี* แต่ถ้าจะบวชก็ขอให้เป็นอย่างอัครสาวกทั้งสอง ขอให้ลูกอย่าได้เป็นเพียงพระอริยะที่ยังไม่บรรลุอรหัตผลเลย เพราะลากสักการะจะเป็นอันตรายแก่พระอริยะที่ต่ำกว่าพระอรหันต์ (ในพระสูตรอื่น กล่าวว่า แม้ลาภสักการะ ก็ยังเป็นอันตรายแก่พระอรหันต์เช่นกัน แต่ก็ถือว่าอันตรายน้อยที่สุด)

นี่แม่สมัยก่อนเขาไม่ได้อยากให้ลูกดัง มีชื่อเสียง ร่ำรวย หรือเป็น ซีอีโอ อะไรแบบนั้นนะ เขาอยากให้ลูกเป็นพระอรหันต์ ลูกจะได้ไม่ต้องประสบภัยจากลากสักการะทั้งหลาย พระอริยะขั้นอื่นๆ นี่แม่เขาไม่เอาเลยนะ แม้จะสูงส่งกว่าปุถุชนแม่ก็ไม่เอา จะให้ลูกเป็นอรหันต์อย่างเดียว

ทีนี้แม่ที่หวังจะให้ลูกเป็นอรหันต์จะแนะนำให้ลูกเป็น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามีหรือไม่? ก็ต้องไม่ใช่ไหม ดังนั้นการที่แม่จะแนะนำให้ลูกเป็นอย่างจิตตคฤหบดี นั่นหมายความว่า ถ้าจะดำรงอยู่ในรูปฆราวาสก็ต้องเป็นอรหันต์ พระสูตรนี้มีสมการที่ค่อนข้างลงตัวอย่างนี้

๐. แม่อยากให้ลูกเป็นอรหันต์

๐. แม่ไม่ยินดีให้ลูกเป็นอริยะที่ต่ำกว่าพระอรหันต์

๐. แม่แนะนำให้ลูกเป็นอย่างจิตตคฤหบดี

๐. ดังนั้นจิตตคฤหบดี ต้องเป็นพระอรหันต์

จบการตอบข้อคิดเห็นข้อแรกเพียงเท่านี้ครับ นี้เป็นหลักฐานที่ผมได้จากสองสูตรนี้ ท่านผู้อ่านก็ลองพิจารณากันดู ซึ่งอ่านแล้วจะเห็นต่างก็เป็นสิทธิของแต่ละท่าน เพียงแต่ผมชี้ให้เห็นว่า ผมเข้าใจว่าจิตตคฤหบดีเป็นอรหันต์ด้วยเหตุดังนี้

(ตอบ 2.) จากโจทย์ (2) หากฆราวาสบรรลุอรหันต์แล้ว จะต้องบวชทันที โดยวิสัยของพระอรหันต์ หรือไม่ก็จะสิ้นอายุทันที

ผมเข้าใจว่าข้อคิดเห็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่เชื่อตามๆ กันมา เพราะปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานใดที่ชี้ชัดเป็นข้อกำหนดว่าฆราวาสบรรลุอรหันต์แล้วถ้าไม่บวชจะสิ้นอายุภายในวันนั้นวันนี้ แม้ในสมัยพุทธกาล ฆราวาสที่เป็นพระอรหันต์จะสิ้นอายุก็เพราะกรรมของท่านเหล่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเป็นพระอรหันต์เลย

ในกาลามสูตร พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสบอกว่า อย่าเพิ่งรีบเชื่อเพราะเหตุหลายๆ ประการเช่น เขาเล่าสืบต่อกันมา เขาเชื่อกันโดยมาก มีครูบาอาจารย์บอกมา มีหลักฐานตามตำราหรือหนังสือ ทั้งหมดนั้นจะไปรีบเชื่อก็ไม่ควร เพราะอาจจะเป็นเรื่องหลอกก็ได้ วิธีพิสูจน์คือทำตัวเองให้เข้าถึงภาวะนั้นๆ แล้วจะรู้เองว่าสิ่งใดเป็นโทษ สิ่งใดเป็นประโยชน์ สิ่งใดเชื่อแล้วดี สิ่งใดเชื่อแล้วไม่ดี

ความเชื่อว่า ฆราวาสเป็นอรหันต์ถ้าไม่บวชจะตายภายใน ๗ วันนั้นมีมานานแล้วในเมืองไทย แต่ผมมองว่าเป็นเรื่องไสยศาสตร์ เป็นเรื่องดำมืด เป็นเรื่องของคนไม่รู้ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่อ้าง ทำเหมือนเป็นเรื่องลี้ลับ ทำให้เหมือนเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ ทั้งๆที่ หลักของศาสนาพุทธนั้นเป็นเรื่องของความรู้แจ้ง ชัดเจน พิสูจน์ได้

ผมยังให้ข้อสังเกตเพิ่มว่า อาจจะเป็นการแบ่งชั้นวรรณะของคน ว่านี่พระนะ ถ้าจะเป็นอรหันต์ต้องเป็นพระ นี่ฆราวาสนะ ไม่มีทางสูงกว่าพระได้หรอก จากที่ผมศึกษามาหลายๆครั้ง แนวโน้มของความเห็นคนจะไปในแนวทางนี้เป็นส่วนมาก ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ไม่เคยตรัสไว้อย่างนี้นะ หาอ่านที่ไหนก็ไม่เจอ หลักฐานก็ไม่มี มีแต่เรื่องแต่ง เรื่องเล่า เป็นนิทาน เป็นนิยายกันมาทั้งนั้น

เรื่องนี้จึงเป็นอุปทานหมู่ที่ฝังใจคนไทยมานานแสนนาน เป็นเรื่องลี้ลับที่ไร้การพิสูจน์ เพราะไม่รู้จะไปหาพระอรหันต์มาจากไหน ถึงมีก็ไม่รู้อีกว่าอรหันต์จริงอรหันต์เก๊ หรือถึงจะยืนอยู่ตรงหน้า คนไม่มีปัญญาก็ไม่รู้อยู่ดีว่านั่นเป็นพระอรหันต์ ดังที่มีพราหมณ์เคยแลบลิ้นใส่พระพุทธเจ้า เพราะไม่เชื่อว่าท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้เองโดยไม่ต้องมีอาจารย์

ดังนั้นผมจึงให้ความเห็นในเรื่อง ความเชื่อที่ว่า ถ้าฆราวาสเป็นพระอรหันต์แล้วไม่บวชภายในวันนั้นวันนี้ก็จะตาย เป็นความเชื่อที่เบาหวิว ไม่มีหลักฐานที่อ้างใดๆ และถ้าเอาจริงๆ จะฟันว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิก็ไม่แรงเกินไปนัก เพราะความเชื่อนี้ขัดกับหลักของกรรมและผลของกรรมอย่างรุนแรง เพราะการเป็นพระอรหันต์นี่มันดีนะ ดีที่สุดในโลกเลย เป็นมหากุศล แต่ทีนี้มีคนไปบอกว่าเป็นแล้วต้องตาย อ้าวนี่มันขัดกันนะ ทำไมดีที่สุดในโลกกลับต้องรับผลกรรมที่ทำให้ต้องตาย มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย กรรมดีก็ต้องให้ผลดีเป็นอยู่ผาสุกสิ กรรมชั่วก็ต้องให้ผลเป็นทุกข์ อันนี้สิถึงจะตรง เอาเรื่องกรรมมาวิเคราะห์กันประเด็นนี้ก็ตกเป็นมิจฉาทิฏฐิไปแล้ว เว้นแต่เขามีความเห็นอุปทานไปในเชิงไสยศาสตร์นั่นแหละ เขาเลยเข้าใจแบบนั้น แต่ถ้าทางพุทธศาสตร์ที่สัมมาทิฏฐินี่ไปเข้าใจแบบนั้นไม่ได้หรอก เพราะมันจะขัดสัจจะไปหมดเลย

สรุปข้อสองนี้ ผมให้ความเห็นว่าท่านลองพิสูจน์กันเองเลยดีกว่า ทำตัวให้เป็นอรหันต์แล้วลองไม่บวชดู จะตายไม่ตายมันไม่ใช่ปัญหาของพระอรหันต์อยู่แล้ว ถ้าตายก็ตายพิสูจน์สัจจะไปว่า เออที่เขาว่ามันจริง แต่ถ้าไม่ตายก็อยู่ช่วยโลกไป ก็ไม่มีใครเสียประโยชน์ แถมได้ความรู้อีกต่างหาก

อเจลสูตร

อเจลสูตร

ผมกำลังศึกษาเกี่ยวกับจิตตคฤหบดี และมีสมมติฐานว่าท่านน่าจะเป็นพระอรหันต์ ไม่ใช่พระอนาคามีอย่างที่เขาว่ากัน ซึ่งนั่นก็หมายความว่ามีฆราวาสเป็นพระอรหันต์ ซึ่งในส่วนตัวผมก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะเป้าหมายของพุทธนั้นเป็นเรื่องของการหลุดพ้นจากกิเลส ใครก็หลุดพ้นได้ถ้าปฏิบัติจนถึงผล

กลับมาในอเจลสูตร เป็นสูตรที่ผมประทับใจเมื่อได้อ่าน อเจลกัสสปซึ่งเป็นสหายเก่าของจิตตคฤหบดี ที่ไม่ได้เจอกันนาน ไปแสวงหาปฏิบัติธรรมตามที่ตนเข้าใจ

เมื่อจิตตคฤหบดีได้พบก็ทักทายกันทั่วไป สักพักก็เปิดบทสนทนาด้วย เนื้อความประมาณว่า ที่ท่านไปปฏิบัติกว่า 30 ปี นั้นได้มรรคผลอะไรบ้างล่ะ

อเจลกัสสปก็ตอบว่า ไม่ได้อะไรนอกจากเป็นชีเปลือย หัวโล้น สลัดฝุ่น…

ว่าแล้วอเจลกัสสปก็ถามกลับไปว่าแล้วท่านล่ะ จิตตคฤหบดี ก็ตอบไปว่า เราไม่มีกามแล้ว ไม่มีอกุศลแล้ว บรรลุฌาน ๔ พระพุทธเจ้าพยากรว่าท่านไม่มีสังโยชน์ใดที่จะเป็นเหตุให้กลับมายังโลก (โลกียะ) อีกแล้ว (ในส่วนตัวผม แค่เนื้อความตอนนี้ก็มากพอที่จะยืนยันว่าเป็นอรหันต์แล้ว)

ฟังแล้วอเจลกัสสปก็ประทับใจ เกิดอยากบวชขึ้นมาทันที จิตตคฤหบดีก็เลยพาไปพบกับหมู่สงฆ์จนได้บวชและปฏิบัติจนเป็นพระอรหันต์ในที่สุด… จบสูตรนี้

…..ชอบสูตรนี้ตรงที่ว่า ๑. เป็นมิตรสหายที่ดีต่อกันแล้วพากันไปเจริญ ในสูตรนี้ไม่ได้มีการพูดข่มใดๆ เลย เพียงแค่รับฟังกันตามความเป็นจริง
๒. ถามกันตรงๆ ว่าปฏิบัติธรรมมานานแล้วมีมรรคผลอะไรนี่แหละ …. ในปัจจุบันยอมรับเลยว่า การจะไปถามใครแบบนี้เขาจะโกรธเอา แต่ในสูตรนี้นี่เพื่อนเก่าไม่ได้เจอกันมานานมาก เรียกว่าห่างไปนาน มาเจอกันก็ยังถามได้ ผมว่ามันดีนะ จริงๆก็อยากถามเหมือนกันว่า แบบที่คุณๆ ปฏิบัติกันอยู่มันมีมรรคผล มีความวิเศษ มีอะไรดีๆ เกิดขึ้น ในชีวิตบ้าง… บางทีก็อยากจะถามไปเหมือนกันว่า ไอ้ที่ปฏิบัติอยู่เนี่ย มันลด โลภ โกรธ หลงอย่างไร? ….แต่ก็คงยาก ไปถามใคร เขาก็คงไม่ชอบใจ 555 (เพราะจะถามเจาะไปเรื่อยๆ) สมัยนี้ก็คงยกไว้แค่คนที่ถือวิสาสะกันจริงๆ เท่านั้น มิตรสหายทั่วๆไป นี่ผมไม่กล้า…

อีกสูตรหนึ่งที่มีน้ำหนักคือ ปุตตสูตร มีเนื้อความประมาณว่า หญิงชาวพุทธวิงวอนขอให้ลูกตัวเองเป็นอย่างจิตตคฤหบดีและหัตถกอาฬวกอุบาสก แต่ถ้าจะบวชก็ให้เป็นอย่างพระโมคคัลลานะ,พระสารีบุตร *ขอให้ลูกจงอย่าเป็นเช่นพระเสขะผู้ยังไม่บรรลุอรหัตผล …. นั่นหมายถึงที่ยกมาก่อนหน้านี้ น่าจะเป็นอรหันต์ทั้งหมด

สัมมาทิฏฐิ ต้องเกิดในตนเอง

สัมมาทิฏฐิ ต้องเกิดในตนเอง…

วันก่อนคุยกับเพื่อน เกี่ยวกับเรื่องภาวะที่สะกดจิตตนเองอยู่ในภพหนึ่งๆ คุยไปคุยมาก็ไปเรื่อง อุปาทาน คนอุปาทานกิเลสได้ คนก็อุปาทานธรรมะได้เหมือนกัน

เหมือนกับคนที่ฟังธรรมะมา (แม้จะเป็นธรรมที่ถูกตรงก็ตาม) แล้วยกทั้งหมดนั้นมาสวมหัว เหมือนสวมหัวโขนเป็นคนมีธรรมะ เป็นคนดี ฯลฯ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นสภาพของ “สีลัพพตุปาทาน” คือเขาจะปฏิบัติได้หมดเลยนะ จะเป็นโสด จะไม่กินเนื้อสัตว์ จะกินมื้อเดียว จะเป็นคนเสียสละ จะพูดธรรมะ อะไรก็พูดได้จำได้คล่องก็มีเหมือนกัน

ผมมานั่งระลึกถึงหนังสือที่อ่านวันก่อนว่า บัวใต้น้ำ (อเวไนยสัตว์ – สัตว์ที่สอนไม่ได้) ก็มีเนื้อหาที่เขาให้มาดังนี้ คือเป็นผู้ดีแต่พูด เพราะได้ฟังพุทธพจน์ไว้มาก กล่าวก็มาก จำไว้ก็มาก บอกสอนก็มาก แต่ไม่มีการบรรลุมรรคผลในชาตินี้ (พุทธกำเนิด หน้า76)

เอาง่ายๆ คือ ทุกวันนี้ที่เห็นเป็นเหมือนคนมีธรรมะก็อาจจะไม่มีจริงก็ได้ เห็นพูดเห็นสอนธรรมะ พิมพ์หนังสือ best seller เป็นนักพูดยอดนิยม ก็อาจจะไม่มีธรรมะนั้นจริงก็ได้

เพียงแค่จำมา ท่องมา ยกมาไว้ สวมหัวตน แล้วก็ท่องว่า นี่ฉันเป็นผู้มีธรรม ฉันเป็นผู้มีธรรม … ไอ้แบบนี้ มันก็ทำให้คนที่ไม่ได้ศึกษาเขาหลงเชื่อได้เหมือนกัน

สัมมาทิฏฐินั้นเป็นสภาพที่เกิดและเข้าใจในตนเอง ไม่ใช่เอาความเข้าใจของคนอื่นมาจำไว้เป็นความรู้(สัญญา) แล้วไปยึดมั่นว่าสิ่งนั้นเป็นตัวฉันของฉัน เพียงแค่ได้อุปาทานธรรมนั้นๆ มาเป็นของตน

แต่ผมก็เข้าใจสัจจะนะ ว่าคนที่จะมาเอาดี เขาต้องยึดแบบสีลัพพตุปาทานก่อน มันจะกระโดดมาสมาทานไม่ได้ มันต้องหลงปฏิบัติธรรมแบบมิจฉาทิฏฐิก่อน จนเห็นว่ามันผิด มันจึงค่อยหาทางมาสัมมาทิฏฐิได้

ทั้งนี้เหตุแห่งสัมมาทิฏฐินั้นมีสองข้อ หนึ่งคือการยอมฟังข้อคิดเห็นที่แตกต่าง สองคือการทำในใจให้แยบคายลงไปถึงที่เกิด ข้อแรกนี่ก็ยากที่จะผ่านแล้ว เพราะส่วนใหญ่อัตตามันจะต้าน มันจะไม่ฟัง ถึงจะทำเหมือนฟัง แต่ถ้าจิตมันไม่ยอมรับ มันก็ไม่ผ่านข้อแรกอยู่ดี

ส่วนการทำใจในใจให้ถึงที่เกิดนี่มันยากถึงยากมาก มันไม่ใช่เรื่องง่ายนะ คนปฏิบัติธรรมทั้งชีวิตจะไม่สามารถเข้าถึงการทำใจในใจที่ถูกตรง ผมก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมันเป็นเรื่องยาก มันต้องมีองค์ประกอบที่เกื้อหนุนมาก ตั้งแต่มีมิตรดี มีศีล มีฉันทะ รู้จักอัตตา มีความเห็นที่ถูก ไม่ประมาท ถึงจะเจริญไปถึงการทำใจในใจได้

ถ้าอยากรู้ว่าตนเองสัมมาทิฏฐิไหมก็ต้องศึกษาองค์ประกอบของสัมมาทิฏฐินั้นเป็นอย่างไร แล้วลองกระทบกับปัญหาดู เมื่อมีปัญหา มีผัสสะ มีสิ่งกระทบ จะรู้ได้เห็นว่าความเห็นมันเป็นตรงตามแบบสัมมาทิฏฐิหรือไม่ตรง ถ้ามีจริงมันจะไม่เบี้ยวออกเลยนะ มันจะอยู่ในกรอบของสัมมาทิฏฐินั่นแหละ

แต่แบบท่องจำก็มี คือกระทบแล้ว เกิดอารมณ์แล้ว แต่ใช้สัมมาทิฏฐิที่เรียนรู้มานี่แหละ มาเป็นตัวตบให้เวทนามันสงบ เอาปัญญานี้มาใช้เป็นตัวทำให้สงบ เรียกว่าปัญญาสมถะ เช่นพอเราเรียนรู้เรื่องกรรมและผลของกรรมมา ครูบาอาจารย์ท่านว่าให้ทำความเห็นแบบนี้แบบนั้น พอเรากระทบเสร็จขุ่นใจเราก็เอามาท่อง มันก็สงบไปได้ แต่ถ้าเข้าใจจริงๆ มันจะออกมาเองเลย ไม่ต้องนึก เพราะความเห็นมันตรงอยู่แล้ว มันจะแก้กลับของมันเอง ในกรณีผัสสะนั้นๆ ไม่หนักมากจนเกินไป หรือถ้าเพื่อนเตือนก็จะนึกออกและระลึกได้เอง ไม่ต้องมานั่งปรับความเข้าใจ เพราะมันตรงอยู่แล้ว เพียงแค่สติมันหลุดไป

เรื่องนี้เป็นเรื่องลึกและเข้าใจยากเหมือนกันครับ ผมอาจจะอธิบายไม่ละเอียดนัก แต่กำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่ ก็พยายามจะเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมแต่ยังงงๆ

ศึกษาเรื่องผี

วันนี้ลุยศึกษาเรื่องผีทั้งวัน

..ก็ศึกษาจากพันทิพเหมือนเดิม ตามที่เขาเล่ามา จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ก็กลับมาตรวจสอบตัวเองนะว่า เออป่านนี้เราก็พัฒนาจากคนที่บาปมากๆ มาจนทุกวันนี้เชื่อว่าได้สร้างบุญชำระบาปไปพอสมควรแล้ว ผมมั่นใจว่าผมมีบุญและกุศล(ความดี) มากพอสมควรเชียวล่ะ

ก็คนเขามักบอกกันว่า ผีนี่จะมาขอส่วนบุญคนมีบุญ ผมก็มีเยอะนะ แต่จนทุกวันนี้ยังไม่มีมาเลย มีแต่คนที่ยังมีความเป็นผีนี่แหละ ที่มาขอวิธีทำบุญ (ชำระกิเลส) กับผม ก็ช่วยๆกันไปแบบเพื่อนร่วมหนทางธรรม

ก็คนเขามักบอกกันว่า ผีมาขอส่วนบุญ จริงๆ ตามหลักพุทธนี่ เรามีกรรมเป็นของของตนนะ ไอ้บุญ กุศลอะไรนี่ก็เป็นสิทธิที่คนทำพึงได้ คนไม่ทำก็ไม่ได้ แล้วมันจะโอนกันยังไงหว่า นี่ผมก็ยังงงตรรกะนี้ ไม่รู้แนวคิดนี้มาจากไหนเหมือนกัน

ก็คนเขามักบอกกันว่า ต้องพกพระขลังๆ ผมนี่ไม่เคยพก ไม่เคยห้อยพระอะไรเลย และผมยังชัดเจนในใจว่า พระไหนจะยิ่งใหญ่สู้พระพุทธเจ้าอีก ไม่มีหรอกในโลกนี้ แค่พกความเป็นพุทธะไปก็พอแล้ว ไม่มีอะไรเหนือกว่านี้แล้ว ไม่ต้องไปหาให้มันเมื่อย ทำให้เกิดในตนนั่นแหละ เกิดมากเกิดน้อยก็แล้วแต่จะเพียรสร้าง

ก็คนเขามักบอกกันว่า ผีที่มาหลอกนั้นคือวิญญาณที่ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด ซึ่งผมก็เข้าใจว่าผมเองก็มีวิญญาณเหมือนกัน ไม่เห็นมันจะแสดงอำนาจอะไรประหลาดๆ ถ้าตอนเป็นมันไม่มีอำนาจนั้น ตอนตายมันจะมีอำนาจนั้นได้อย่างไร ที่สำคัญคือเรื่องผีไม่ใช่เรื่องอจินไตย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ ไม่ใช่เรื่องที่คิดแล้วเป็นบ้า ไม่มีวันจบสิ้น แต่เป็นเรื่องที่มีจุดจบ มีคำตอบ เพียงแต่ต้องศึกษากันอย่างลึกซึ้งเท่านั้นเอง

ก็คนเขามักบอกกันว่า ผีมักจะมาหลอกตอนกลางคืน จริงมันก็ตลกดีตรงมีวันเวลาทำงานที่ชัดเจนขนาดนั้น ผมอ่านความเห็นนี้ก็มานั่งคิด ว่า เออ ทำไมมันต้องกลางคืน ทำไมต้องตอนนอน ทำไมต้องตอนกลัว …ผมเข้าใจสภาวะของจิตที่สติไม่ครบ เช่น ตอนง่วง หรือช่วงตอนตื่นนอน ผมมักจะใช้ช่วงเวลานั้นปรุงแต่งเรื่องบางเรื่องที่ต้องการศึกษาเพราะมันจะขยายได้มากกว่าปกติ นั่นเพราะไม่มีสติเป็นตัวจำกัด ดังนั้น “เรื่อง” จึงขยายได้ไม่มีจำกัด สภาพของจิตที่ตกร่องระหว่างจะหลับก็ไม่ใช่จะตื่นก็ไม่เชิงนี่แหละ ที่คนเขาว่ากันว่าเป็นภาวะของคนถูกผีอำ ซึ่งผมก็เห็นตามนั้นเพราะตอนนั้นปรุงอะไรมันก็ได้อย่างนั้นจริงๆ

ก็คนเขามักบอกกันว่า คนเห็นผีนั้นเป็นคนมีสัมผัสที่หก ผมยังเห็นว่าน่าจะเกิดจากอัตตามากกว่า เป็นอัตตาชนิดมโนมยอัตตา คือสร้างภาพขึ้นมาเอง ผมเข้าใจสภาพนี้เพราะมันสามารถปรุงมาได้ครบรสเลย คือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่เขาว่าเจอผมก็เคยเจอบ้าง แต่ผมก็เข้าใจว่ามันเกิดเพราะอะไร มันมีเหตุจากอะไร จากสัญญาเก่าบ้าง มาเป็นนิมิตบ้าง หรือเป็นมโนมยอัตตาบ้าง อันนี้ต้องแยกให้ดี ผมเชื่อว่าถ้าผมยังเห็นผีอยู่ นั่นแหละผมยังมีกิเลสหนาที่ยังปั้นพลังงานสร้างผีขึ้นมาได้ ซึ่งเรียกว่าเสียของมากๆ แทนที่จะเอาพลังงานสร้างสิ่งที่มีประโยชน์กลับปั้นผีขึ้นมา จึงสรุปว่าคนเห็นผีนี่แหละยังเป็นคนที่มีภาระเยอะ วิบากกรรมก็เยอะเช่นกัน เพราะต้องมาเห็นอะไรที่ไม่ใช่ความจริงที่เป็นประโยชน์

….แต่ผมเองก็ยังไม่มีปัญญาพอจะอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ได้ คือยังไม่มีปัญญารู้แจ้งเหตุทั้งหมดของการเกิด “ผี” ก็คงต้องอาศัยศึกษาจากผู้รู้กันต่อไป

จริงๆ ผีมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรหรอก กิเลสเรานี่ร้ายกว่าผีเยอะ ผีนี่อย่างเก่งก็ทำให้เรากลัว ให้เราทุกข์ แม้จะทำให้เราตายได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะมันเป็นผลจากเหตุ แต่ถ้ากิเลสนี่มันเป็นเหตุที่ทำให้เกิดผล ถ้ายังเลี้ยงกิเลสไว้อยู่ มันก็ยังเป็นตัวที่สร้างผีอยู่นั่นเอง

ศรัทธาในส่วนดี เมตตาในส่วนด้อย

ศรัทธา ในส่วนดี เมตตา ในส่วนด้อย” หมอเขียว ใจเพชร กล้าจน

ประโยคเต็มๆนั้นยาวกว่านี้ แต่ผมตัดมาเท่านี้ เพราะผมรู้สึกว่าเพียงแค่เข้าใจความเพียงเท่านี้อย่างแจ่มแจ้งก็จะไม่โกรธและไม่เพ่งโทษใครเลย

ตามความเข้าใจของผม ศรัทธาในส่วนดี คือสภาพที่มีจิตเห็นดีในสิ่งที่เข้าทำดีตามจริง ซึ่งตรงข้ามกับกิเลส “มักขะ” หรือการลบหลู่คุณค่าของคน เพราะโดยมากแล้ว เวลาเราไม่ถูกใจใคร เราก็จะตีทิ้งคุณค่าของเขาทั้งหมด ส่วนมากจะหลงไปเพ่งโทษด้วยซ้ำ พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนพาลมีการเพ่งโทษเป็นกำลัง ดังนั้นเพ่งโทษเมื่อไหร่ก็เป็นคนพาลเมื่อนั้น ไม่ว่าเราจะเก่งดีเลิศมากจากไหน แต่ถ้าเราไปตีทิ้งความดีของคนอื่นแล้วล่ะก็ เราก็เสี่ยงจะเข้าสู่ความเสื่อมได้เช่นกัน

ผมเคยมีประโยคหนึ่งขึ้นมาในความคิดหลังจากไปงานคนค้นคนอวอร์ดเมื่อปลายปี 58 ว่า “สิ่งที่เขาเป็น กับความดีที่เขาทำ มันคนละเรื่องกัน” มันก็เป็นปํญญาน้อยๆ ที่เกิดขึ้นว่าเราจะไม่เหมาเข่งตีทิ้งความดีของใครๆ

เมตตาในส่วนด้อย อันนี้เข้าใจเผินๆ ก็ไม่ยาก แต่ก็ทำได้ยากยิ่งเช่นกัน เพราะโดยธรรมชาติของกิเลสแล้วเวลาเราเจอคนที่เราเข้าใจว่าเขาด้อยกว่า ก็มักจะมีอาการข่ม ดูหมิ่นเขา ฯลฯ เช่นพอเห็นเขาทำเรื่องชั่ว ที่ไม่ถูกใจเรา เราก็ซัดเขาด้วยมาตรฐานความดีของเราซะเต็มที่เลย พอเขาไม่ดีได้อย่างใจเรา กิเลสมันก็โต เป็นโกรธ อาฆาต ผูกโกรธ ฯลฯ ไปเรื่อย ๆ ได้เหมือนกัน

จริงๆ ที่เมตตามันไม่เกิดเพราะไม่เข้าใจความจริงแหละนะ เพราะยึดติดกับความดีตามมาตราฐานของฉัน มันก็เลยอนุโลมไปเข้าใจคนนั้นคนนี้เขาไม่ได้

อยู่ ๆ ก็นึกได้ เลยบันทึกตามที่นึกถึงไว้เท่านี้..

บทเรียนจากการเลี้ยงไม้ประดับ

จากการศึกษาไม้ประดับเช่นกระบองเพชร (แคคตัส,cactus) , บอนสี, ลิ้นมังกร และอื่นๆ มาช่วงหนึ่ง ผมได้รับความรู้เกี่ยวกับไม้ประดับมากมาย แต่ความรู้เหล่านั้นก็ยังไม่มีค่าเท่ากับความรู้ตอนที่เลิกศึกษา เลิกสะสม เลิกเลี้ยงไม้ประดับเหล่านั้น

ในวันนี้ผมได้ตัดสินใจที่จะปิดบล็อกในส่วนที่เคยเผยแพร่บทความเกี่ยวกับประสบการณ์การเลี้ยงและศึกษาต้นไม้ทั้งหมด เพราะเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นก็เป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถหาข้อมูลกันที่ไหนก็ได้ เลี้ยงเองก็เรียนรู้ได้ ผมจึงคิดว่าคงไม่จำเป็นแล้วที่จะเผยแพร่เรื่องที่ไม่น่าสนใจเหล่านั้น ซึ่งในตอนนี้ผมมีความรู้ที่มีคุณค่ามากกว่า มีประโยชน์มากกว่า เป็นสิ่งที่อยากเผยแพร่ ให้นักศึกษาและสะสมไม้ประดับทุกคนที่สนใจได้เรียนรู้

คือความรู้ในการปล่อยวางการสะสม ปล่อยวางการไม่มีเรียนรู้ ไม่ต้องจับไม่ต้องยึด เหลือเพียงประโยชน์และความจำเป็นจริงๆในชีวิตเท่านั้น สิ่งใดเป็นประโยชน์ก็ดำรงไว้ สิ่งใดไม่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่สาระในชีวิต ไม่มีความจำเป็นต้องมี ก็พิจารณาให้เห็นโทษของสิ่งนั้นเพื่อที่จะได้ออกจากความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยนั้นด้วยใจเป็นสุข ผมจึงได้รวบรวมมาไว้ในบทความนี้

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

รวบรวมประสบการณ์การเรียนรู้ของทุกข์ของการสะสม และความหลงมัวเมาในสิ่งที่เรียกว่าไม้ประดับ ซึ่งเหมาะกับผู้ที่เริ่มสนใจจะศึกษาและเรียนรู้ไม้ประดับ ตลอดจนผู้ที่สนใจจะนำไปประกอบอาชีพ เราเชื่อว่าบทความเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับท่าน กรุณาลองพิจารณาสิ่งดีๆที่เรานำเสนอดูสักนิด และลองฉุกคิดสักหน่อยก่อนที่ท่านจะเริ่มเรียนรู้ต่อไป

เมื่อของสะสมกลายเป็นภาระ

เมื่อของสะสมกลายเป็นภาระ

ของสะสมที่เราเคยรักเคยผูกพัน จนกระทั่งวันที่สามารถเข้าใจความจริง ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์แท้ต่อชีวิต สิ่งใดที่เป็นโทษต่อชีวิต เราไม่สามารถปฏิเสธความจริงนี้ได้เลย

 

รวยเท่ากับซวย #5

รวยเท่ากับซวย #5

แบ่งปันประสบการณ์ ถ้าเร็วกว่านี้ก็คงจะรวย (ซวย) ไปแล้ว.. แม้ความรวย ความมั่งคั่งและความสุขสบาย จะเป็นสิ่งที่มนุษย์ตามหา แต่ในความรวยนั้นอาจจะมีกับดักซ่อนอยู่ก็เป็นได้

 

การสะสมว่ายากแล้ว การเลิกสะสมนั้นยากกว่า

การสะสมว่ายากแล้ว การเลิกสะสมนั้นยากกว่า

การสะสมแต่ละอย่างนั้นเราต้องใช้ทั้งกำลังทรัพย์ และความพยายาม ในการตามหาสืบเสาะเพื่อให้ได้มันมาครอบครอง แม้จะมองว่าได้มายากแสนยาก แต่ตอนจะเลิกสะสมนั้นยากกว่า ของนั้นมีอยู่ แต่คนที่สามารถจะทิ้งสิ่งนั้นได้ไม่มี

 

คำสารภาพบาป จากอดีตผู้หลงไหลไม้ประดับ

คำสารภาพบาป จากอดีตผู้หลงไหลไม้ประดับ

เมื่อความยึดมั่นถือมั่นของเรา กลายเป็นการเสริมกิเลสให้กับผู้อื่น เมื่อเราหลงไหลกับสิ่งใด เราก็จะกลายเป็นฑูตแห่งกิเลสไปโดยไม่รู้ตัว พร้อมบทแนะนำเกี่ยวกับสภาวะธรรมที่ได้เรียนรู้

 

ซึ่งหลังจากนี้บล็อก cactus.dinp.org, sansevieria.dinp.org, caladium.dinp.org จะถูกลบข้อมูลทั้งหมดและปิดตัวลงอย่างถาวร สามารถติดตามผลงานอื่นๆจากผู้เขียนได้ที่ facebook : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์

ศึกษาธรรมะบนความแตกต่าง

ตั้งแต่ปีก่อน…

ผมใช้เวลาศึกษาธรรมะที่แตกต่างกันในหลายสาย หลายทิฏฐิ หลายวิธีปฏิบัติ เพื่อศึกษา เปรียบเทียบ และค้นหาคำตอบบางอย่าง

อ่านข้อมูลในเว็บบอร์ดต่างๆก็บ่อย เช่นในพันทิพห้องศาสนานี่ก็เหมือนสนามรบ ถ้าไม่เก่งจริงนี่เอาตัวรอดยาก ควงดาบควงง้าวฟาดฟันกันตลอด

ผมว่าเรื่องศาสนานี่แรงกว่าการเมืองอีกนะ สมัยที่ติดตามข่าวการเมือง แม้จะอ่านทั้งสองด้าน ยังไม่รู้สึกว่าหนักเท่ากับคนที่ซัดความเห็นใส่กันด้วยเรื่องศาสนาและความเชื่อ

เคยลองแหย่ไปที่พวกกลุ่มปฏิบัติธรรมอยู่เหมือนกัน แบบว่าอยากรู้ว่าคนอื่นเขาจะคิดยังไง ปรากฏว่าโดนฟันแทบไม่ยั้ง ความเห็นมันไม่ตรงกัน อธิบายกันไปก็เท่านั้น เลยสงบศึกแล้วถอยออกมา

เรื่องศาสนานี่แหละ ที่จะมีคนมีอัตตามากที่สุด เพราะแต่ละคนก็คิดว่าตนทำดี ตนทำถูก ตนเห็นถูก อาจารย์ของตนถูก หมู่กลุ่มของตนถูก อัตตาจึงโตได้ง่าย อีกทั้งเป็นเรื่องที่พิสูจน์หลายๆสิ่งได้ยากเสียด้วย

บางทีผมก็แปลกใจนะ คนที่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง ไม่ได้ศึกษาอย่างลึกซึ้ง และเจ้าตัวก็ยอมรับเช่นนั้น แต่ก็จะเถียงเอาชนะ ทั้งที่ไม่มีผลเจริญในการปฏิบัติใดๆในตนนั่นแหละ …แล้วมันจะเอาอะไรมาเข้าใจตรงกันละทีนี้

แต่ผมก็ยังมี “คาถา” ที่เอาไว้ป้องกันตัวเองนะ การศึกษาเหล่านี้ผมเคยถามอาจารย์ แล้วว่าทำได้ไหม จะดีไหม ท่านก็บอกว่า “ถ้ามันมิจฉามากก็ไม่ต้องไปยุ่งก็ได้” นี่แหละคือขีดที่ผมเอาไว้ประมาณในการศึกษา