[37] หลักการจ่ายตลาด

diary-0037-หลักการจ่ายตลาด

37. หลักการจ่ายตลาด

เวลาไปตลาด ผมจะมีกรอบความคิดในการจับจ่ายตามสิ่งที่คิดไว้ว่าจะศึกษา

ซึ่งก็อยู่ที่ว่าตอนนั้นอยากจะศึกษาอะไร หัวข้ออะไร ยกตัวอย่างเช่น ทำอย่างไรจึงจะใช้ชีวิตโดยมีค่าอาหารน้อยที่สุดแต่มีพลังมากที่สุดโดยที่ยังต้องพึ่งพาการจ่ายตลาดอยู่ ซึ่งก็เป็นหัวข้อที่กำลังศึกษาในตอนนี้ ซึ่งต่อไปอาจจะเป็น การเลือกซื้อพืชผักที่สะอาดปลอดภัย หรือ การเลือกซือสินค้ากับร้านค้าที่มีศีลธรรม หรือ การงดเว้นจากการสนับสนุนร้านค้าที่ไม่มีศีลธรรม

แน่นอนว่าบางหัวข้ออาจจะทำควบคุ่กันไปได้ แต่บางหัวข้อก็ไม่ได้ เช่นถ้าตั้งกรอบหัวข้อที่กำลังจะศึกษาว่า การดำรงชีวิตโดยพึ่งพาเฉพาะผักในสวน มันก็จะไม่ได้ไปตลาด หรือถ้าบอกว่าจะเน้นของถูกได้ปริมาณมาก แต่มันก็อาจจะไม่ได้คุณภาพและความปลอดภัย

โดยหลักการรวม ๆ ของการจ่ายตลาด คือต้องประหยัด เรียบง่าย มีคุณค่า ปลอดภัย แต่มันก็อาจจะแกว่งไปขาด ๆ เกิน ๆ บ้างตามหัวข้อที่กำลังศึกษา

ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือการทำประโยชน์ให้ชีวิต เพราะการซื้อหรือการกินสิ่งใดโดยไม่พิจารณาก่อนนั้นว่ามีประโยชน์หรือเป็นโทษ ซื้อหรือกินตามความอยาก ตามความเคยชิน หรือตามใจคนอื่น ผมว่ามันไม่เจริญ อย่างน้อยเราก็เสียโอกาสในการได้ความรู้ไป แต่ส่วนมากจะเสียโอกาสให้กิเลสทั้งนั้น

แกงฟักทอง

แกงฟักทอง

แกงฟักทอง

ก็ไม่รู้จะตั้งชื่ออะไรเหมือนกัน ก็เอาของที่มีใส่ไป แล้วต้มรวมกัน…

ช่วงก่อนหน้านี้เป็นฤดูร้อนที่อากาศหนาว ก็เลยทำอาหารที่มีพลังความร้อนหน่อย คือจะต้มแล้วใส่พริกไทย

ก็เอาฟักทองมาต้มแล้วยีให้เละ เอามะเขือเทศลงไป เอาใบไชยาใส่ลงไป ปรุงให้พอเหมาะ ปิดฝา แล้วก็รอให้สุก

กินเข้าไปก็ช่วยคลายความเย็นในร่างกายได้ดี ถ้าอากาศร้อนจะกินแบบนี้ไม่ได้ เพราะกินแล้วจะร้อนไปทั้งตัว

ซึ่งเมนูนี้ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรเหมือนกัน ก็ผักต้มเปื่อยใส่พริกไทย แต่จะสรุปเรียกว่าแกงฟักทองแล้วกันนะ

แมงป่อง

แมงป่อง

แมงป่อง

แม่งป่องตัวนี้มาตายอยู่ในถังน้ำที่วางไว้ จะว่ามันคิดสั้นฆ่าตัวตายก็คงไม่ใช่ คงจะพลาดตกลงไปแล้วขึ้นไม่ได้มากกว่า

แมงป่องนี้น่าจะเป้นแมงป่องบ้าน ตัวไม่ใหญ่ ยาวจากหัวถึงหาง ราว 4 ซม แต่ต่อยเจ็บเหมือนกัน เคยโดนไปทีหนึ่ง แต่ใช้การกัวซาพร้อมทาน้ำมันเขียวฤทธิ์เย็น ครึ่งวันอาการปวดก็หายไป

แมงป่องชนิดนี้นี่มันไต่กำแพงได้ด้วย มันก็เลยจะไปอยู่มุมไหนของบ้านก็ได้ ดังนั้น จะหยิบจะเก็บอะไร ก็ควรจะดูก่อน ถ้าไม่โดนมันต่อยเอา ก็อาจจะไปโดนมันตาย อย่างดีก็เจอกันแล้วแยกย้าย

เพาะเมล็ดถั่วพุ่ม

เพาะเมล็ดถั่วพุ่ม

เพาะเมล็ดถั่วพุ่ม

เป็นเมล็ดถั่วพุ่มที่เก็บมาจากต้นที่ปลูกจากเมล็ดผักซองที่ขายทั่วไปตามห้าง

มีหลายคนบอกว่า ผักซองจะเอามาปลูกต่อไม่ได้ หรือถึงจะปลูกต่อได้ ผลผลิตก็ไม่งอกงาม แต่ผมไม่เชื่ออย่างเขาหรอกนะ

ผมเชื่อว่าทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงได้เสมอ โดยไม่มีข้อจำกัดอย่างที่ว่ามาก่อนหน้านี้เลย ยกตัวอย่างชีวิตผมเองก็ได้ เกิดมาในครอบครัวนี้ เขาก็ไม่ได้สนใจธรรมะอะไรกันมากมาย แต่ก่อนผมเองก็ไม่ได้สนใจเหมือนกัน แล้วทำไมทุกวันนี้มันกลายเป็นชีวิตจิตใจไปเสียแล้ว

จริงอยู่ที่ต้นไม้ไม่มีวิญญาณ จึงไม่มีกรรมที่เป็นตัวส่งผล แต่ผมนั้นมีวิญญาณ มีกรรมเป็นผู้ให้ผล ดังนั้น ถึงจะเป็นต้นที่เขาบอกไม่โต โม่งาม ผมเอามาปลูกเลี้ยงอาจจะงามก็ได้ เพราะว่ามันต่างกรรมต่างวาระ

ดังนั้น ผมคิดว่าถ้าเรามุ่งทำดี หน้าด้านปลูกสลับหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งเราจะได้เมล็ดพันธุ์ที่ดี ต้นพันธุ์ที่ดี สิ่งเหล่านี้ผมเคยได้รับมาแล้วสมัยศึกษาทดลองเลี้ยงแคคตัส มันไม่แน่นอนหรอก ในการจะได้รับสิ่งใด ๆ มา แต่เราก็ใช้โอกาสในความไม่แน่นอนนี่แหละในการคัดเลือกและพัฒนาพันธุ์ คนก็เช่นกัน เราก็ใช้ความไม่แน่นอนในชีวิตนี่แหละ พัฒนาตนเอง

[36] ผลผลิต

diary-0036-ผลผลิต

36. ผลผลิต

การทำเกษตรนั้น เป้าหมายก็คือการได้ผลผลิต ถ้าเป็นชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ฯลฯ เขาก็ต้องเอาผลผลิตเป็นตัวตั้ง แต่ผมไม่ใช่

ผมเองไม่ได้มีเป้าหมายของการปลูกต้นไม้เป็นผล แต่ก็จำเป็นจะต้องได้ผลเป็นที่สุด สิ่งที่ผมมุ่งเน้นคือกระบวนการในการเรียนรู้ ว่าเราได้เรียนรู้องค์ประกอบเหตุปัจจัยอะไรที่ิก่อให้เกิดผล

ความรู้ที่ได้มา จะสร้างผลได้ยั่งยืนกว่า คนที่มุ่งที่ผล เพราะถ้ากระบวนการถูก การได้ผลจะแน่นอน แต่ถ้าไม่เข้าใจกระบวนการ ผลที่ได้นั้นก็ไม่แน่เสมอไป

เพราะความไม่เที่ยงในโลกนี้มีเสมอ มีเหตุปัจจัยเปลี่ยนแปลง เรายังรักษาสภาพที่จะทำให้เกิดผลได้หรือไม่ หรือเราเข้าใจเหตุของการเกิดผลไปในเชิงรูปแบบตามที่จำ ๆ กันมา

เรื่องผลผลิตทางการเกษตรนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย เพราะจับต้องได้ ส่วนผลผลิตทางด้านจิตวิญญาณนั้นจับต้องไม่ได้เลย จึงวัดผลได้ยาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวัดผลไม่ได้

ผมไม่ได้ใส่ใจประเด็นเรื่องพืชผักเท่าใดนัก แต่ให้ความสำคัญกับการลดกิจกรรมที่ฟุ่มเฟือย และเพิ่มกิจกรรมที่เป็นประโยชน์มากกว่า ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องเรียนรู้สิ่งที่ถูกสิ่งที่ผิดในเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ

แม้วันหนึ่งผมจะมีสวนที่เต็มไปด้วยพืชผักธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ์ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ผลผลิตที่เป็นเป้าหมายของผม ผลผลิตที่ผมมุ่งหวังนั้นคือการดำเนินกระบวนการเรียนรู้ไปสู่ความพอเพียงเรียบง่ายที่ปราศจากความโลภโกรธหลงอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ ถ้าได้ตามนั้นละก็ นั่นก็เรียกว่าได้ผลจากการผลิตแล้วนั่นเอง>

ผัดวอเตอร์เครสใส่เห็ดออรินจิ

ผัดวอเตอร์เครสใส่เห็ดออรินจิ

ผัดวอเตอร์เครสใส่เห็ดออรินจิ

ถ่ายมาสามรูป ตั้งแต่เก็บยอดมันมา เอามาเด็ดใบออก สุดท้ายก็เอาไปผัด จากที่ล้นภาชนะก็เหลือแค่นิดเดียวเอง

ในวันหนึ่ง ๆ ผมจะกินกับข้าวไม่หลากหลาย แต่อาหารโดยรวมจะหลากหลาย ที่แน่ ๆ จะมีถั่วหลายชนิด ข้าว และกับข้าว ซึ่งจะเป็นผักสดบ้าง ผักที่ปรุงบ้าง และมีผลไม้บ้างในบางวัน

การกินผักน้อยชนิด จะให้พลังและความเสถียรของกำลังมากกว่า เพราะร่างกายย่อยชนิดเดียว เหมือนกับเรามีงานอยู่แบบเดียว ทำไม่นานก็จบ ไม่ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการเยอะ

แม้จะกินวันละไม่กี่อย่าง แต่ก็จะไม่กินซ้ำกัน สลับกันไป ซึ่งจากที่ทดลองดูก็ยังมีพลังทำงานทุกวัน ทั้งงานหนักงานเบา งานใช้แรง งานใช้สมอง มันก็ไปได้หมด

ช่วงหลัง ๆ เริ่มจับอาการได้ว่ากินผักที่ปลูกเองจะให้พลังงานมากกว่าผักที่ซื้อมาจากตลาด ผัดตลาดเหมือนจะหมดกำลังไวกว่า คือมันจะออกอาการเบื่อ ๆ เพลีย ๆ ล้า ๆ ถ้ากินผักที่ปลูกเองและปรุงได้ถูกสมดุลร่างกายจะไม่มีอาการเหล่านี้

อย่างเมนูที่ทำในวันนี้เป็นเมนูทดลอง ว่าถ้าเอาวอเตอร์เครสมาผัดแบบผัดผักทั่วไปนั้นจะออกมาเป็นอย่างไร พอดีมีเห็นออรินจิเหลือจากที่ซื้อมาทดลองทำอาหารบางอย่างวันก่อนก็เลยใส่ไปด้วย ไม่มีนัยสำคัญอะไรหรอก ก็แค่ใส่ไปให้มันหมด ๆ เท่านั้นเอง

สรุปว่า เมนู “ผัดวอเตอร์เครส” ก็จะเป็นเมนูที่เอาไว้ใช้รับแขกอีกหนึ่งเมนู เพราะว่ากินได้ง่าย ไม่ได้มี รูป สี กลิ่น รส สัมผัสที่มันทำให้รู้สึกแปลก ๆ ในการกินแต่อย่างใด กินไปก็คล้าย ๆ เด็ดแต่ใบของผักบุ้งมาผัดนั่นแหละนะ

ข้าวออกรวง

ข้าวออกรวง

ข้าวออกรวง

ข้าวที่ปลูกไว้ ออกรวงแล้ว มีเมล็ดข้างในด้วย ลองแกะกินแล้วอีกต่างหาก ที่เหลือก็คงรอแค่ให้ข้าวแก่พร้อมเกี่ยวเท่านั้นเอง

ที่เห็นอยู่นี้เป็น “ข้าวพอเพียง” ที่ได้รับแจกหลังจากเข้าสักการะพระบรมศพในหลวง ร.๙ ก็ปลูกพลาดไปรอบหนึ่ง รอบแรกนั้นข้าวจมน้ำตายหมด

พอมารอบสองก็เรียนรู้ อย่างน้อยเราก็จะไม่ไปพลาดแบบเดิม ก็ปลูกไป ได้ต้นกล้า แล้วก็เอาไปแช่น้ำ ต่อมาก็เอาไปวางกลางแดด ใส่พวกกะละมังจากร้าน 20 บาท มันใหญ่ดี ต่อมาไม่นานเจอปัญหาน้ำแห้งไว สุดท้ายก็เอาใส่อ่างผสมปูนซะเลย เพราะใหญ่และใส่น้ำได้เยอะกว่าเดิม

ที่เล่านี่ปลูกไม่เยอะ แค่ 12 กอเท่านั้นเอง ปลูกเพื่อเรียนรู้เป็นหลัก ตอนนี้ก็คิดว่าได้ผลแน่ ๆ แล้ว ข้าวไม่ลีบ เพราะจากที่แกะมากินหลายเมล็ดก็สมบูรณ์ดีอยู่ เดี๋ยวจะรอดูว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร แล้วจะมาเล่ากันอีกทีหลังข้าวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง

หนอนในฝักถั่วพุ่ม

หนอนในฝักถั่วพุ่ม

ผมมักจะเจอหนอนในฝักเกือบจะแก่ของถั่วพุ่ม แต่ถ้าฝักอ่อน ๆ จะไม่มี ฝักแก่ไปเลยก็ไม่มีเหมือนกัน

ดังนั้นเวลาจะกินฝักที่เกือบจะแก่นี่จะแกะดูก่อน แต่ถ้าไม่แกะก็คงจะได้โปรตีนเพิ่มจากหนอน สายโปรตีนก็คงชอบ ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนตัวผมก็เลี่ยงดีกว่า

หนอนมันจะกินเมล็ดถั่วพุ่มเป็นหลัก เพราะเนื้อในฝักมันไม่ค่อยมี ถ้าจะเอาสบายใจก็เก็บฝักอ่อนกิน เพราะถึงแม้มันจะมีแมลงมาวางไข่ไว้ แต่ตอนนั้นมันก็อาจจะยังไม่ทันโตเป็นตัวก็ได้

เอาเถอะ คิดมากไปก็ปวดหัว ดูเอาให้เหมาะดีกว่า เพราะทุกวันนี้ก็กินหนอนไปเยอะ อยู่ในพวกผักนี่แหละ บางทีล้างออกไม่หมดก็บ่อย

อุเบกขา พลังอันไร้ขีดจำกัด

เมื่อวานคุยกับเพื่อนเกี่ยวกับผลของสภาวะอุเบกขาที่มีต่อสังคมสิ่งแวดล้อม และจากเนื้อหาในโพสก่อนที่ผมได้ยกตัวอย่างตามความเข้าใจว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งปล่อยวางได้อย่างแท้จริงแล้ว ภาระจะตกไปอยู่กับอีกฝั่งหนึ่งทันที วางได้ก็รอดตัว วางไม่ได้ก็รับวิบากชุดที่วางไม่ได้ไป

ผมนั่งทบทวนธรรมนี้ซ้ำไปซ้ำมาจนเข้าใจอุเบกขาขึ้นอีกขั้น ซึ่งเป็นลักษณะเมื่อมีการกระทบกับสิ่งอื่น

ทำให้รู้สึกว่าจริง ๆ แล้วอุเบกขาเป็นพลังที่น่ากลัวที่สุด (สำหรับคนชั่ว) เพราะถ้าคนทำดีอย่างเต็มที่ แม้จะมีคนมาขวางดีนั้นไว้ ไม่ให้ดีเกิด แต่ถ้าปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นได้อย่างหมดตัวหมดตน พลังของอุเบกขาที่เกิดขึ้น จะเป็นตัวทะลวงได้รุนแรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

จะทะลวงก็ทะลวงคนที่มาขวางนั่นแหละ ใครขวางดีก็มีวิบากอยู่แล้ว ยิ่งขวางคนดีที่วางใจได้ 100% นี่มันหายนะชัด ๆ เลย

พอเข้าใจอย่างนี้ ผมก็ตระหนักถึงพลังของอุเบกขา แน่นอนว่าผลในท้ายที่สุดมันจะทำให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด แต่สิ่งที่ดีที่สุดมันจะแสดงออกมาเป็นเหตุการณ์อย่างไหนก็ได้ จะดีหรือร้ายก็ได้ แต่สุดท้ายจะจบด้วยดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้แน่ ๆ

แค่วางใจเรื่องไหนได้อย่างแท้จริง เรื่องนั้นก็จะไม่ทำให้เราทุกข์ได้อีก แค่นี้ก็คุ้มเกินคุ้มแล้ว และยังมีพลังที่จะมีผลด้านลบกับพลังกิเลสคนอื่นได้ หนำซ้ำยังมีพลังที่จะทะลวงผ่านวิบากกรรมที่กำลังรับอยู่ได้รุนแรงที่สุดอีกด้วย (คือก็รับกรรมนั่นแหละ แต่รับแล้วก็จบไป ไม่สร้างเพิ่ม แถมยังทำดีเป็นแรงผลักให้พ้นไว ๆ อีก มันเลยผ่านเวลาร้าย ๆ ได้ไวที่สุด)

ผมทดสอบสภาวะนี้ของตัวเองค่อนข้างบ่อย ไอ้ที่ผ่านไม่ได้ก็สู้ต่อไป ส่วนที่ผ่านได้บ้างแล้วก็จะเห็นบางสิ่งบางอย่าง เช่น เห็นเวลาที่คนเขาพยายามจะยัดเยียดความเห็นให้เรา เห็นคนที่พยายามจะข่มเรา ดูถูกเรา หรือคนที่คุยโม้ โอ้อวด มันจะเห็นเขาชัด เพราะไม่ต้องเสียเวลามาดูเราแล้ว ก็ดูแต่เขานั่นแหละ อ้อนั่นเขาอาการแบบนั้นแบบนี้ เขาเข้าใจแบบนั้นแบบนี้ มันก็จะเห็นมากกว่าที่เรามัวหมกมุ่นกับการปกป้องความเห็นของเราเอง เห็นแล้วจะยังไงต่อก็อีกเรื่อง

โดยปกติผมจะไม่เถียงสู้ใครนะ ยกเว้นจะช่วยเขาในบางประเด็น คือไม่เถียงนี่มันง่าย ตัดรอบไปเลย ไม่ต้องประมาณให้ปวดหัว แต่ถ้าจะช่วยเขา ไม่ให้เขาเข้าใจผิดนี่มันต้องประมาณมาก ต้องทบทวนให้ดี เพราะมันไม่ใช่มีได้อย่างเดียว บางทีมันเสียเยอะกว่าได้ด้วย ดีไม่ดีช่วยเขานี่แหละตัวปนกิเลสเลย คือถ้าช่วยได้นี่มันต้องช่วย แต่มันต้องไม่ปน นี่มันยากตรงนี้นี่แหละ เพราะถ้าช่วยได้แล้วช่วยมันกุศลมากกว่าช่วยได้แล้วไม่พยายามช่วย จะได้กุศลวิบากต่างกัน ตัวกุศลวิบากนี่แหละ ที่จะช่วยดึงสิ่งดีเข้ามา เช่นการได้เห็นกิเลสตัวเองก็เป็นสิ่งดี บางทีช่วยไม่เต็มแรง มันก็ดีไม่สุด มันก็ไม่ชัด มันก็ช้า ก็เลือกเอาจะขาดหรือจะเกิน มันมีวิบากทั้งคู่ ก็แล้วแต่จะเลือกรับ

ช่วงปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ มันไม่ง่ายเหมือนตอนนี้นะ มันจะไปสองทางคืออัดเขามากเกิน กับช่วยเขามากเกิน ไอ้น้อย ๆ นี่ทำไม่ค่อยเป็น คนบางคนก็มีเหมือนกัน คืออัดเขาน้อยเกิน หรือช่วยเขาน้อยเกิน มันก็ไม่พอดี แต่พอฝึก ๆ มามันก็ลงตัวมากขึ้น

แล้วช่วงหลัง ๆ ยิ่งติดใจสภาวะที่วางใจได้ เออมันเบาสบายนะ ก็ปล่อยเขาเข้าใจผิดไป ปล่อยเขาข่มเราไป ปล่อยเขาไปนรกไป ก็ไม่ได้เกลียดอะไรเขา เข้าใจเขาว่ามันเข้าใจไม่ตรงกัน แต่ถ้าจะไปบอกเขา เขาก็ดูจะไม่พร้อม เราก็ปล่อยเขาไปก่อน นี่จิตมันตั้งอยู่บนเมตตาเป็นพื้นก่อน แล้วประเมินองค์ประกอบว่าไหวไหม ถ้าไหวก็กรุณา ถ้าไม่ไหวก็อุเบกขาให้มันได้

ทีนี้พอหัดอุเบกขา พอล้างความยึดมั่นถือมั่น ล้างความไม่สบายใจ ขุ่นใจ เคืองใจที่เหลือในเรื่องนั้น ๆ ได้ มันมีปัญญาเห็นความจริงเพิ่ม เรื่องพลังอันน่ากลัวของอุเบกขานี่ก็เป็นปัญญาใหม่ที่ได้มา ผมก็เริ่มฉลาดขึ้นอีกนิดแล้วว่า …อ๋อ จะช่วยเขาเร็วที่สุดก็ต้องอุเบกขานี่แหละ ก็ยังอธิบายไม่เก่งหรอกนะ แต่มันก็ต่างจากความเข้าใจในระดับที่ได้ยินได้ฟังมา ได้ฟังมาก็รู้ตามสัญญา แต่ถ้าเข้าใจนี่จะรู้โดยปัญญาเลย

แต่คนจะเข้าใจว่าอุเบกขาคือปล่อยวางทิ้งไปเลย ผมว่ามันก็ไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียวนะ มันคือลักษณะของการปล่อยวางความยึดในขณะนั้น ๆ ภาพที่เห็นมันอาจจะเป็นสภาพคล้าย ๆ เถียงกันก็ได้ เพราะพอมีข้อมูลใหม่ ก็ต้องประมาณใหม่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขากันรอบใหม่ มันจึงเป็นสภาพที่อธิบายได้ยากเหมือนกัน

ก็เอาเถอะนะ ผมก็อยู่ในระหว่างศึกษา ใครสนใจจะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมทดลองด้วยก็ได้ ว่าคนที่กระทบกับคนที่อุเบกขาได้จริงจะเป็นอย่างไร หน้าที่ของผมก็คือวางให้ได้จริง ๆ นั่นแหละ มันก็ยากเหมือนกัน แต่ก็ต้องฝึกกันไป แต่อย่างมาลองกับผมเลยจะดีกว่า ถ้าจะให้ดีก็ไปลองกับครูบาอาจารย์ที่ท่านเห็นว่ามีฐานอุเบกขาอันสมบูรณ์ จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเพราะพลาดไปก็ตาม ก็มาแบ่งปันเรื่องราววิบากกรรมกันได้ ว่าจะออกมาอย่างไร เพราะไปกระทบกับครูบาอาจารย์นี่มันไวดีไง ถูกก็ผ่านเร็ว ผิดก็ทุกข์เร็วดี ไม่เสียเวลามาก มาลองกับผมนี่อีกนานกว่าจะเห็นผล ดีไม่ดีชาตินี้อาจจะไม่รู้เลยก็ได้ ความไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปมันถูกหรือผิดนี่แหละ ตัวทุกข์เลย ดังนั้นเพื่อความไม่ทุกข์ เราไม่ควรจะมาร่วมทดลองกันให้เสียประโยชน์ แค่มาแบ่งปันความรู้กันก็พอ แค่นั้นก็น่าจะดีกว่า

ยอมก่อนชนะ กอดชัยชนะ=แพ้

ความโหดในสมรภูมิคนดีไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าความยึดมั่นถือมั่น

การเอาตัวรอดในหมู่ผู้ที่พยายามปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์ แค่รักษาตนเองไม่ให้ไปเพ่งโทษ ดูถูก ปรามาสใครก็ยากแล้ว เรียกว่าพิงเชือกรอหมดยกต่อเวลาไปได้ก็แทบจะหืดขึ้นคอ

เพราะในความเป็นจริงนั้นไม่ง่าย อัตตามันจะผลักดันให้ออกไปชกอยู่เรื่อย แน่นอนว่าถ้าชกก็มีแพ้มีชนะ

เมื่อคนดีเจอกัน มันจะมีความเห็นที่ดีทั้งสองฝั่ง อาจจะต่างองค์ประกอบบ้างในบางประเด็น ทีนี้ปัญหามันอยู่ที่จะยึดดีรึเปล่า

เหมือนกับการเล่นเกม ที่พลัดกันวางไพ่ คนหนึ่งยื่นความคิดเห็นมา อีกคนก็ยื่นความคิดเห็นกลับ จะวางไพ่ทบกันไปกันมากี่ชั้นก็ได้ แต่ถ้าสุดท้ายไม่ถอย ก็แบกวิบากทั้งหมดเท่าความเห็นที่ได้เสนอกัน

ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. คุยกับนาย ข. เรื่องหนึ่ง ให้ความเห็นกันไปกันมา ว่าความเห็นของตนดี และทั้งคู่ไม่วางดี สุดท้ายไม่มีใครยอมใคร จบลงด้วยความโง่เท่าเดิม และโกยวิบากบาปในการไม่ฟังอีกฝ่ายเข้าตัว ซึ่งอาจจะเจอโจทย์เดิมอีกหลายชาติ คือเจอคนแบบเดิม ๆ เถียงกันแบบเดิม ๆ วนเวียนไปจนกว่าจะฉลาดขึ้นกว่าเดิม จึงจะพ้นได้

อีกตัวอย่างเช่น นาย ก. บอกนาย ข. ว่าสิ่งที่นาย ข. ทำนั้นไม่ดี ไม่ถูกตรง แม้นาย ข. จะรู้ว่านาย ก. ยังไม่เข้าใจเหตุผลทั้งหมดที่นาย ข. ทำ แต่เมื่อ ข. เห็น ก. ให้ความเห็นมาในลักษณะฟันธง เป็นเชิงแนะนำ ไม่ใช่คำถาม ข. จึงรับฟังและปล่อยวาง

ผลคืออะไร? ผลคือ ข. เลิกจองเวร แต่ ก.นี่ไม่แน่ แต่ที่แน่ ๆ คือ ก. โง่เท่าเดิม เพราะไม่ได้ฟังข้อมูลจาก ข. และมีโอกาสเข้าใจผิด จนเป็นเหตุให้เกิดการดูถูก เพ่งโทษ ฯลฯ

ตัวผมเองจะใช้ลักษณะของนาย ข. วัดภูมิของคนในเบื้องต้น เพราะถ้าเป็นคนยอมก่อนนี่ก็ถือว่าน่าสนใจแล้ว แต่ในการยอมมันก็มีรายละเอียดซึ่งต้องศึกษากันต่อไป

ส่วนลักษณะแบบ ก. ผมก็ใช้วัดภูมิเหมือนกัน ก็แล้วแต่ว่าจะวัดในขั้นไหน ถ้าเจอแบบ ก. ถ้าไปไม่ได้ก็อุเบกขาไป แต่ถ้าพอจะอธิบายได้ก็อธิบาย แต่นั่นก็หมายถึงการวางไพ่เพิ่มขึ้นไป การเสนอความเห็นกลับไปไม่ได้หมายความว่าเขาจะรับได้ บางทีจากที่เขาจะได้วิบากบาป 1 หน่วย เราเพิ่มข้อมูลให้เขา สุดท้ายตอนจบเขาวางใจไม่ได้ กลายเป็นเขาได้วิบากบาปเพิ่มอีกหลายหน่วย ตามข้อมูลที่เราให้ได้ไป เขาทำใจในใจไม่ได้ สิ่งที่เราให้กลายเป็นโทษกับเขาก็มี

ดังนั้น เราจึงควรยอมก่อน เพราะรู้เรานี่มันรู้ง่ายกว่า รู้เขานี่มันยาก มันประเมินไม่ได้หรอกว่าเขาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ บางทีเขาถามเราก็จริง แม้สุดท้ายเขาฟังเรา เขาก็อาจจะไม่พอใจในเหตุผลของเรา แล้วแย้งมา เราก็ต้องประมาณให้อัตตาเขาไม่ขึ้นมาก ไม่ต้องไปบอกหมด ถ้าพูดอธิบายแล้วกิเลสเขาขึ้นก็ไม่ต้องพูด กำไรนิดเดียว แต่ขาดทุนย่อยยับมันไม่คุ้ม

เช่นเดียวกันตอนที่เราเสนอความเห็นเพิ่มให้เขาไป แล้วเขาเห็นแย้งมา เราจะทำใจในใจตามได้ไหม เราจะวางความยึดมั่นถือมั่นของเราได้ไหม เราวางไม่ได้ เราก็รับวิบากบาปหมดกองก่อนหน้านี้โกยเข้าตัว เพราะมันไม่แน่หรอกว่าที่เขาเห็นแย้งมันจะไม่ดีเสียทีเดียว และถึงมันจะดีหรือไม่ดีมันไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคืออัตตาเราขึ้นรึเปล่าเท่านั้นเอง ถ้าเราไม่ยึด อัตตาเราก็ไม่ขึ้น ถึงเขาจะแนะนำมาผิด เราก็จะมีปัญญาใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นได้ จะเอามาปรับใช้ หรือจะวางไพ่กลับไป เพื่อช่วยเขาก็แล้วแต่จะประมาณให้เป็นกุศล ส่วนที่เขาแนะนำถูกนี่มันไม่ยาก ถ้าคนทำใจในใจตามเป็นจะรู้ว่าเขาแนะนำถูก คือถูกกิเลสเรา พอเรารู้ เราก็แก้ไข เป็นกำไรทั้งคู่ ไม่ต้องประมาณอะไร แค่ฟังแล้วนำมาปฏิบัติตาม

ผมว่าเรื่องนี้เข้าใจยากนะ อธิบายก็ยาก แต่ก็อยากบันทึกและนำเสนอไว้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์อยู่ไม่มากก็น้อยสำหรับคนที่ต้องเผชิญการกระทบกับผู้คน