ความพยายาม…

bottle-in-the-pole

ความพยายาม…

หลายวันก่อนระหว่างยืนรอรถเมล์ ก็มองไปเห็นขวดน้ำที่ถูกยัดไว้กับเสา

ก็คิดว่า คนทำนี่เขาดูพยายามดีนะ แถมมีความคิดแหวกแนวอีก คือจะไปยัดในเสาได้นี่มันก็คงจะต้องยัด ๆ เข้าไป ใช้แรงบ้าง แล้วคนทั่วไปนี่ถ้าเขาจะทิ้งเขาก็โยนทิ้งข้างทางหรือไม่ก็วางทิ้งไปเฉย ๆ เลย

ก็มาคิดต่อว่า ในโลกนี้ก็มีคนที่พยายามอยู่เสมอ คือมีความเพียร แต่ความเพียรนั้นมีทิศทางไปทางไหนก็อีกเรื่อง จะเพียรไปทางดีมันก็ดีมาก จะเพียรไปทางเลวมันก็เลวมาก ผมเคยได้ยินภาษาในพระไตรปิฎกประมาณว่า “มีความเพียรเลว” พอเห็นภาพนี้ก็…อ๋อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง คือพยายามทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์

สุดท้ายก็คงได้แต่ย้อนมาทบทวนว่า ชีวิตที่เรากำลังดำเนินไปอยู่นั้น เราได้พยายามทำให้มันลำบาก มันยุ่งยากขึ้นกว่าเดิมรึเปล่า มันไปทางทิศไหน สัมมาหรือมิจฉา

ขายธรรมะปลอมก็ยังมีคนยินดีซื้อ

ยุคนี้เป็นยุคตลก เป็นยุคที่คนต้องควักเงินซื้อธรรมะ แล้วเชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านั้นทำให้พ้นทุกข์ได้จริง ซึ่งธรรมะกับทุนนิยมมันถูกรวบเข้ามารวมกันได้ยังไงก็ไม่รู้เหมือนกัน

ซึ่งมันกลับหัวกลับหางกับที่พระพุทธเจ้าสอนหมดเลย พระพุทธเจ้าท่านสอนฟรี สอนให้เป็นคนมักน้อย กล้าจน ไม่โลภมาก แต่สังคมทุกวันนี้มีผู้อ้างตนว่าเป็นอาจารย์รู้นั่นรู้นี่แล้วเปิดคอร์สสอนเรียกเก็บเงินเก็บทองมากมาย จนเรียกได้ว่ามันคือพุทธพาณิชย์ในอีกรูปแบบหนึ่ง (พวกที่แอบอ้างหลักคำสอนพุทธมาหากิน หาประโยชน์ใส่ตน โดยมีความโลภ โกรธ หลงเป็นแรงผลักดัน)

แต่ก่อนในสังคมเราก็จะมีพวกโน้มน้าวให้บริจาคแล้วสะกดจิตว่า รวย! รวย! รวย! แต่ตอนนี้มีพวกที่เหนือชั้นกว่านั้น คือเปิดคอร์สธรรมะหรือหลักสูตรทำให้มีความสุข พ้นทุกข์ …หรืออะไรก็ตามแต่จะตั้งชื่อ ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งชื่อเสียง

เอาธรรมะมาเป็นสินค้ามันก็ผิดในตัวเองอยู่แล้ว มันทำให้ธรรมนั้น ๆ เปรอะเปื้อน ธรรมะและความผาสุกมันควรจะฟรีสิ มันควรจะเข้าถึงได้ทุกฐานะสิ

ส่วนตัวผม สำหรับคนที่ช่วยคนแล้วเก็บเงินผมไม่คบ จะไม่ไปเกี่ยวข้องใด ๆ หรือแม้จะใกล้ ๆ คล้าย ๆ ธรรมะ เช่นสอนให้คนพอเพียง สอนให้พึ่งตัวเองได้ แต่ก็ยังไปเก็บเงินเขา นี่มันย้อนแย้งนะ คนที่พึ่งตัวเองได้จะไปเก็บตังคนอื่นทำไม พึ่งตัวเองได้มันก็เหลือแต่แบ่งปันคนอื่นเท่านั้นแหละ มันไม่มีเหตุจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องไปเอาจากคนอื่นเลย นั่นแสดงว่าเขายังพึ่งตนไม่ได้ ยังพอเพียงไม่ได้ ยังต้องขายความรู้เพื่อแลกเอาเงินจากคนอื่นมาอยู่เพื่อดำรงชีวิตหรือดำเนินกิจการของตน

จะว่าแปลกก็แปลก เขาเอาธรรมะปลอมมาขายแพง ๆ ก็ยังมีคนซื้อ ก็ยังมีคนสนับสนุน ดีไม่ดียกให้เป็นครูบาอาจารย์ ผู้รู้หรือนักปราชญ์อีก จะว่าไม่แปลกก็ไม่แปลก มันก็เป็นธรรมดาของกึ่งพุทธกาล มันก็บ้า ๆ บอ ๆ แบบนี้แหละนะ

มรณสติประจำวัน

“ถ้าเราไม่เผาเขา เขาก็เผาเรา”

ผมมานั่งนึก ๆ ชีวิตก็น่าจะได้พบกับเหตุการณ์สองอย่างนี้แหละ แต่อย่างที่สองนี่เราจะไม่ได้พบแน่นอน เพราะตายไปแล้วมันไม่รู้แล้ว สรุปจึงเหลือแต่ความจริงที่ว่าถ้าเราไม่ชิงตายเสียก่อนเราก็คงจะได้เผาเขา

ก็นึกต่อไปว่า ทุกคนที่อยู่รอบตัว เขาจะจากเราไปอย่างไร แบบไหน เมื่อไหร่ คิดไปแล้วมันก็บันเทิงนะ แต่ถ้าคนกิเลสจัด ๆ จะหดหู่เศร้าหมอง ไม่อยากระลึกถึงการจากพราก ส่วนคนที่รู้สึกบันเทิง ยินดี ผ่องใสนี่น่าจะเป็นคนที่ล้างความยึดมั่นถือมั่นได้ หรือไม่ก็คนบ้าไปเลย

ส่วนเรื่องที่ว่าเขาเผาเรานี่มันไม่ต้องคิดเลย ไม่ต้องไปจินตนาการให้เสียเวลาว่าหลังตายแล้วจะเป็นอย่างไร เอาเป็นว่าก่อนตายหรือระหว่างที่กำลังจะตายนี่แหละ คือจุดที่ควรพิจารณา

ผมมีกิจกรรมสนุก ๆ ที่ระลึกถึงประจำเวลาเดินทาง คือจะตายท่าไหน แบบไหน ตอนไหน เดิน ๆ อยู่แล้วมีคนมาปล้น แล้วโดนเขาแทงตายจะเป็นอย่างไร ดูข่าวเขาฆ่ากันแบบนั้นแบบนี้ ถ้าเราโดนแล้วเราจะเป็นอย่างไร เราจะห่วงหาอะไรไหม เราจะโกรธแค้นเขาไหม ก็ปรุงไปเพลิน ๆ ระหว่างเดินทาง

ก็ตรวจใจเรื่อย ๆ ว่าเรายอมตายได้ทุกท่าทุกทางทุกนาทีไหม ถ้ามันมีกิเลส เดี๋ยวอาการก็ออกเอง ออกมาก็ตรวจหาความยึดมั่นถือมั่นนั้น แล้วก็ใช้ปัญญาคลายซะ มันก็เป็นการปฏิบัติธรรมสนุก ๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาเดินทางในแต่ละวัน

ถ้าแค่ระลึกแล้วยังมีอาการหวั่นไหว แสดงว่าของจริงไม่รอดแน่นอน ก็พิจารณาทั้งตัวเราและคนอื่นนั่นแหละนะ ซึ่งมันจะได้ปัญญาเป็นผลมาเหมือนกัน คือจะลดความประมาทลงโดยลำดับ จะเริ่มรู้ว่าอะไรเป็นสาระสำคัญของชีวิต แล้วจะค่อย ๆ ลดสิ่งไร้สาระลงไปตามปัญญาที่มีนั่นแหละ

หลงนานเท่าไหร่ หาทางกลับนานกว่านั้น

วันนี้คุยกับเพื่อนในประเด็นกรรมและเวลาส่งผลในการหลงผิด ว่าคนที่เขาหลงผิดเนี่ย กว่าเขาจะสำนึกแล้วกลับมาปฏิบัติสู่การพ้นทุกข์ได้ต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหร่

ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เหมือนเราเปิดร้านของชำอยู่ข้างทาง มีคนขับรถมาถามทาง แต่แล้วเขาก็ขับไปผิดทาง ไปผิดแยก ไปตรงข้ามกับที่เราบอกเลย ทีนี้กว่าเขาจะกลับมาได้นี่ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ก็เท่าที่เขาขับหลงไปนั่นแหละ แต่ถึงจะรู้ตัวก็ใช่ว่าจะกลับได้ทันทีนะ ถ้าขับรถไปต่างจังหวัดแล้วขับผิดทาง กว่าจะเจอยูเทินนี่ก็ต้องไปต่อหลายกิโลเมตรเลย

กลับมาที่ตัวอย่างใกล้ตัว อย่างที่เห็นกันว่าผมจะเผยแพร่ธรรมะที่พาไปสู่ความโสดอย่างเป็นสุข แล้วที่นี้มีคนมาอ่านแล้วเขาไม่เชื่อ เรื่องอื่นเขาอาจจะเคยศรัทธา เคยเชื่อ แต่เรื่องนี้เขาไม่เอา เขาก็ไปนู่นเลย ไปมีแฟน ไปแต่งงาน ก็ปฏิบัติตรงข้ามกันเลย มีแฟนว่าหลงไกลแล้ว แต่งงานนี่ไกลลิบ ๆ ไม่เห็นแม้แต่เงา ถ้ายังหลงอยู่ มันก็จะไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ มีลูกมีหลาน ไกลออกไปอีก ทีนี้จะกลับมามันไม่ง่ายแล้ว ชีวิตมันมีภาระแล้ว แค่ผัวเมียก็เป็นภาระหนักแล้ว มีลูกมีหลานนี่ยิ่งหนักหนา จะกลับมาปฏิบัติแบบตัวเบา ๆ นี่ไม่ได้แล้ว จะมีกำแพง มีอุปสรรคขวางกั้น นานเท่าไหร่น่ะหรอ? ก็นานเท่าที่ทำมา และหนักเท่าที่ทำใจไว้ผิดนั่นแหละ

แต่คนที่เขาหลงแล้วมาเจอเรานี่ต่างกันนะ คนไม่เคยได้ฟังแล้วหลงมาก็มี นั่นเขารับวิบากมาแล้ว ต่างจากคนที่ฟังแล้วไปผิดทาง วิบากกรรมมันจะต่างกัน

อย่างใครตามอ่านบทความที่ผมพิมพ์เกี่ยวกับเรื่องความรักเรื่องคนโสดแล้วชัดว่าโสดดีกว่า เลิศกว่า ประเสริฐกว่า แต่กลับไปทำตรงข้ามนั่นแหละ จะยิ่งช้า นาน ไกล ห่างเหิน ทุกข์สะสมหนักนาน แต่ถึงจะทุกข์แสนสาหัสแล้วสำนึกมันจะออกหรือหลุดพ้นไม่ได้ง่าย ๆ เพราะวิบากมันกันไว้ กันไว้เท่าไหร่ก็เท่าที่หลง หนักเท่าไหร่ก็เท่าที่ทำใจไว้ผิด รวมกับกรรมชั่วที่ทำมาด้วยกันกับคู่ครอง และวิบากกรรมเก่าที่เสริมเติมดอกเบี้ยเข้ามาให้ทุกข์ซ้ำทุกข์ซ้อน หลงไปปีสองปี อย่าคิดว่าจะหลุดพ้นได้ทันที มันก็ต้องทนทุกข์ไปอีกปีสองปีหลังสำนึกผิดเป็นอย่างน้อยนั่นแหละ

เปรียบเทียบง่าย ๆ กับความเห็นที่หลายคนชอบยกมาว่ามีคู่ดีมันก็ดี จริง ๆ มันไม่ดี เพราะจับมือกันควงคู่ก็คือการพากันลงต่ำแล้ว ต่ำแค่ไหนก็แล้วแต่กิเลสจะนำพา ทีนี้ตอนกลับก็เหมือนกับต้องปีนขึ้นมาจากขุมนรกนั่นแหละคุณ ตอนแรกมันหลงไง นึกว่านรกเป็นแดนสวรรค์เขาก็จูงมือกันไป แล้วกว่าจะปีนกลับขึ้นมาจุดเดิมได้นะ คือจุดที่เป็นโสดนั่นแหละ ยากแสนสาหัสเลย เพราะคู่ก็คอยฉุดรั้งไว้ ลูกก็คอยฉุดรั้งไว้ สังคมก็คอยฉุดรั้งไว้ ให้วนเวียนทุกข์ในนรกคนคู่นั่นแหละ

อ่านถึงตรงนี้แล้ว ใครจะลองลงนรกไปศึกษาก็ไม่ว่ากัน

กรรมจะคัดคนด้วยเหตุปัจจัยของมันเอง

จากที่ผมสังเกตมาหลายปี ตั้งแต่ศึกษาธรรมะมา หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป มีบางคนจากไป มีบางคนเข้ามา สังคมรอบตัวของผมเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยที่ผมไม่ได้เลือกว่าจะให้ใครเข้ามาหรือจะให้ใครจากไป มันเป็นไปของมันเอง เขาเลือกที่จะเข้ามาของเขาเอง และเขาก็เลือกที่จะเดินจากไปเอง

ผมเชื่อว่ายิ่งผมตั้งมั่นในทางธรรมมากยิ่งขึ้น การผลัดเปลี่ยนของคนก็จะไวมากขึ้นเท่านั้น คนที่ไม่จริงจังจะหายไป คนที่จริงจังจะเข้ามาตามระดับของธรรมะที่ผมมี

ผมเคยคิดเสียดาย คนที่จากไปนะ แต่ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกอย่างเดิมแล้ว เพราะเข้าใจว่าความจริงมันเป็นแบบนั้น ปัจจุบันคือสิ่งที่แสดงความจริงให้เราเห็น ว่าคนเรามีเส้นทางของแต่ละคน

ถ้าเราศึกษาธรรมจนมีความรู้ถึงระดับหนึ่งที่พอจะแบ่งปันได้ เราก็จะพยายามนำความรู้นั้นไปช่วยคน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่เราจะช่วยเขาได้ เราจะช่วยได้ก็เฉพาะแต่คนที่ยอมให้เราช่วยเท่านั้น ซึ่งเรียกว่าน้อยคน บอกกันตรง ๆ ว่าจนถึงวันนี้ ผมยังไม่สามารถช่วยใครได้เท่าที่ผมเคยหวังไว้สักคน

นั่นทำให้ผมรู้ว่า ในอนาคตผมก็ต้องเจอกับคนที่ผ่านมา แล้วก็ผ่านเลยไปเหมือนในอดีต ในวงโคจรแห่งพุทธะ ผู้ที่สามารถเกาะกระแสได้ และร่วมกันเดินทางไปในเส้นทางแห่งการปฏิบัติสู่การพ้นทุกข์นี้ ก็คงจะมีแต่ผู้ที่จริงจังเท่านั้น

คนโสด กับคนที่ประพฤติตนเป็นโสด ไม่เหมือนกันนะ

ถ้าคนโสดเฉย ๆ นี่มันไม่แน่ชัดเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าปลายทางจะยังโสดอยู่หรือจะหลงไปมีคู่

แต่คนที่ประพฤติตนเป็นโสด นี่ปลายทางคือมุ่งไปสู่ความโสดอย่างผาสุกแน่นอน เพราะอย่างน้อยก็รู้แล้วว่าการอยู่เป็นโสดนั้นดีกว่ามีคู่เป็นไหน ๆ ส่วนจะล้มลุกคลุกคลานพ่ายแพ้ให้กับกิเลสตกหลุมพรางคนคู่ไป นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

การจะบอกว่าคนโสดมีบุญ หรืออะไรต่อมิอะไรนั้น มันต้องมีความประพฤติที่เป็นไปเพื่อความโสดด้วย มันถึงจะเรียกว่าคนมีบุญได้ ส่วนโสดไปวัน ๆ โสดรอเสพ โสดโหยหวน โสดพวกนี้เรียกโสดมีบาป คือยังมีกิเลสอยู่ ยังมีอุปาทานยึดว่า การมีคู่ครองนั้นดี

สรุปจะโสดแบบพ้นทุกข์ต้องสร้างองค์ประกอบเพื่อให้ตัวเองได้โสด ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ผู้ตั้งใจประพฤติตนเป็นคนโสด เขารู้กันว่าเป็นบัณฑิต ส่วนคนโง่ฝักไฝ่ในเมถุน ย่อมเศร้าหมอง.(พุทฺธ) ขุ. สุ. ๒๕/๔๙๔., ขุ. มหา. ๒๙/๑๘๖.

ความอยากมีคู่คือความเห็นแก่ตัว

เช้านี้ผีกวีเข้าสิง ตื่นมาพร้อมกลอนมากมาย หล่นหายไปเยอะทีเดียว เก็บมาได้บางส่วน (ของพวกนี้ไม่รีบจดนี่หายจริง ๆ นะ) แล้วก็มาแต่งต่อให้จบ

เรื่อง : ความอยากมีคู่คือความเห็นแก่ตัว

อยากมีคู่สุดชั่วน่ากลัวนัก
อ้างตามหลักอ้างตามโลกอ้างศักดิ์ศรี
อ้างเหตุผลปนกลเล่ห์เห่ราคี
ดูสุนทรีย์ชี้ชักนำคนคู่เอย

แท้ที่จริงกิเลสชั่วตัวซ่อนอยู่
ทำไม่รู้ทำไม่เห็นเล่นทำเฉย
ธรรมชาติบ้างหน้าที่บ้างทำตามเคย
ท้ายลงเอยบำเรอตนด้วยอัตตา

เพราะความอยากมีคู่คือความพร่อง
ต้องสนองกองความใคร่ด้วยตัณหา
จึงสร้างเล่ห์วางค่ายกลสร้างบ่วงมา
เติมอัตตานั่นแหละความเห็นแก่ตัว

เกิดเป็นคนอย่ามัวหลงพิกลนัก
จะทุกข์หนักทุกข์เพราะรักหาเมียผัว
คล้องบ่วงเวรผูกบ่วงกรรมตรึงรัดตัว
มีแต่ชั่วทนทุกข์นานนิรันดร์เอย

……
สมัยเรียนนี่วิชาภาษาไทยผมน่าจะไม่เกินเกรด 2 เรียกได้ว่าไม่สนใจเรียนเลย เป็นวิชาที่ยุ่งยากจริง ๆ ทุกวันนี้แต่งกลอนแล้วตัน ๆ เหมือนกัน นึกคำไม่ออก ถูกบ้างผิดบ้าง เริ่มสำนึกผิดซะแล้ว :)

ปัญญาแห่งธรรม คือรางวัลของนักบำเพ็ญ

“ปัญญาแห่งธรรม คือรางวัลของนักบำเพ็ญ”

เป็นประโยคที่ได้ยินจากครูบาอาจารย์เมื่อไม่นานมานี้ และเป็นประโยคที่ตรงจริตผมที่สุด

สำหรับผมแล้ว ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกีย์สุขนั้นไร้ค่าเมื่อเทียบกับปัญญา ทุกครั้งที่ผมได้รับอะไรมา ผมก็จะสังเกตว่านั้นคืออะไร มีน้ำหนัก มีกำลังเท่าไหร่ จะใช้ประโยชน์อะไรได้ไหม พวกโลกธรรมนี่รับมาแล้วก็ต้องประมาณการใช้ให้ดี ไม่อย่างนั้นมันก็เป็นภัยเหมือนกัน แต่ปัญญานั้นต่างกัน เมื่อได้รับมาแล้วมีแต่สุข ทั้งแตกฉานในเรื่องโลกทั้งสว่างไสวในทางธรรม

ผมเองได้รับผลของการทำดีมาโดยลำดับ ในส่วนลาภสักการะทั่วไปผมก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไหร่ แต่จะดีใจเมื่อได้ปัญญาใหม่ ๆ

บางทีผมก็รู้สึกว่าตัวเองดีใจเหมือนเด็กที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่ การได้ปัญญาเพิ่มขึ้นมา เหมือนกับผมได้อาวุธใหม่ที่เอาไว้จัดการกับกิเลสของตัวเอง และยังสามารถใช้อาวุธนั้นช่วยผู้อื่นได้ด้วย หากว่าเขาต้องการ

ตั้งแต่พิมพ์บทความเผยแพร่ประสบการณ์มาจนวันนี้ คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือตัวผมเองนี่แหละ เพราะยิ่งให้มันยิ่งได้รับ ยิ่งแบ่งปันไปเท่าไหร่มันยิ่งได้มา บางครั้งได้มาเป็นชุดใหญ่ ๆ ยิ่งกว่าถูกหวย จะร้อยล้านพันล้าน…ฯลฯ ก็เอามาแลกปัญญานี้ไม่ได้ มันได้มายากมาก ผมต้องทำดีมากพอมันถึงจะได้

พอได้ปัญญาเพิ่มมามันก็ดีสิ ตัวเองก็ทุกข์น้อยลง แถมยังมีปัญญาในการอธิบายธรรมะให้ละเอียดลึกซึ้งได้มากยิ่งขึ้น มันก็เป็นประโยชน์กับตนเองและผู้อื่น

ผมก็เลยตั้งหน้าตั้งตาจะทำความดีมากยิ่งขึ้น เท่าที่จะมีปัญญาเข้าถึงความดีนั้น ๆ ซึ่งมันก็คงจะพัฒนาไปโดยลำดับละนะ แต่ก็ไม่ได้ทำเพื่อที่จะอยากได้ปัญญาเป็นรางวัลหรอกนะ ที่ทำดีเพราะมีปัญญาเห็นว่าการทำดีมันให้ผลดีมันก็แค่นั้น ส่วนปัญหาแห่งธรรมที่จะได้มานั้นก็คือรางวัลไง ได้ก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ได้ทำดีมันก็ดีถมเถแล้ว

สู่แดนบุญ

สู่แดนบุญ

สู่แดนบุญ

ในค่ายพระไตรปิฎกเมื่อปีก่อน มีพี่จิตอาสามาขอให้ออกแบบโลโก้ให้ เป็นโลโก้ร้านสินค้าสุขภาพ และบอกด้วยความเกรงใจว่าเป็นงานส่วนตัวนะ

ปกติผมจะเป็นคนคิดงานนาน คิดวน ทวนซ้ำ ออกแบบไปมาในหัวบ้าง ในกระดาษบ้าง แต่งานนี้ถือว่าออกมาเร็ว เพราะคิดในได้งานพระไตรปิฎกครั้งนั้นแหละ แรงบันดาลใจก็มาจากดอกบัวในภาพพื้นหลังเวที

ผมออกแบบโดยใช้ฟอร์มข้าวหลามตัด ซึ่งเป็นฟอร์มเดียวกับโลโก้ของบุญนิยมทีวี และมีแนวคิดว่ามันน่าจะต้องเกี่ยวกับการเติบโต (มรรคไปจนถึงผล) ก็เลยใช้บัว 4 เหล่าเข้ามาเป็นองค์ประกอบ

การจะเข้า “สู่แดนบุญ” อย่างแท้จริงนั้น บุญจะต้องเป็นบุญที่แท้จริงด้วย คือต้องเกิดบุญอย่างถูกสัมมาทิฎฐิ หมายถึงเกิดการชำระกิเลสออกไปโดยลำดับ

จุดเริ่มต้นของโลโก้นี้คือจุดล่างสุด คือบัวเหล่าที่สี่ (อเวไนยสัตว์ – สัตว์ที่สอนไม่ได้) ที่ชี้ลงไปด้านล่าง และดำเนินต่อมาตามดอกบัวที่โตและบานขึ้นโดยลำดับ(เวไนยสัตว์ – สัตว์ที่สอนได้) โดยมีใบบัวนั้นเป็นสิ่งสังเคราะห์อาหาร ใบบัวทั้งหกใบนั้นแทนอายตนะ 6 (สื่อติดต่อ 6 อย่างที่ผ่านทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) หมายถึงว่าคนจะเจริญได้นั้นต้องมีการกระทบ(ผัสสะ) เกิดขึ้น เหมือนกับบัวที่โตได้เพราะได้พลังงานจากแสงที่สังเคราะห์จากใบ

ตอนผมคิดโลโก้นี้ ผมก็คิดถึงบัว 4 เหล่าในมุมมองของคนคนเดียว คือคนทุกคนก็เกิดขึ้นมาจากความหลงผิด แต่ก็กลับตัวกลับใจ พัฒนาตัวเองจนรู้ตื่นเบิกบานได้โดยลำดับ ซึ่งผมก็คิดว่าน่าจะเหมาะกับองค์ประกอบของพี่จิตอาสาท่านนั้น คือแม้ว่าจะไม่ได้ดีสมบูรณ์แบบในวันนี้ ยังต้องค้าขายอยู่ ยังไม่สามารถเลี้ยงชีพด้วยความดีล้วน ๆ แบบครูบาอาจารย์ได้ แต่การค้าขายสิ่งที่มีประโยชน์ในราคาถูกมันก็ไม่ใช่สิ่งที่แย่ไปเสียทีเดียว เพราะยังสามารถดำเนินในแนวทางสัมมาอาชีวะและบริหารสินค้าไม่ให้เป็นมิจฉาวณิชชาได้อยู่

เมื่อวานได้ไปงานเปิดร้านของพี่เขา ก็ได้เกิดความเข้าใจใหม่ว่า “นี่ไม่ใช่งานส่วนตัว” แต่เป็นธุรกิจเพื่อส่วนรวม คือเปิดร้านขายของดี ราคาถูกและใช้พื้นที่ในการช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น นี่มันงานส่วนรวมชัด ๆ …แหม่ ตอนแรกเราก็ตีโจทย์ไม่แตก ก็นึกว่าจะหากินกันตายเฉย ๆ แต่ก็นะ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็สมควรตามเหตุปัจจัยของมันนั่นแหละ โลโก้นี้หลายคนเขาก็ชอบนะ ผมก็ชอบ จริง ๆ ก็ดีตั้งแต่ชื่อแล้วนั่นแหละ

อายุขัยของพระโพธิสัตว์

ได้ฟังครูบาอาจารย์วิเคราะห์เรื่องอายุขัยของพระโพธิสัตว์ในการเรียนพระไตรปิฎกที่ผ่านมา ผมก็สรุปความได้ว่า อายุขัยของพระโพธิสัตว์ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบในโลก เช่น องค์โคตมะ เกิดใกล้กลียุค ท่านก็มีอายุ 80 ปี ส่วน องค์ศรีอริยฯ เกิดในยุคที่คนอายุ 80,000 ปี (คนทำดีมากและไม่ทำชั่วเลยอายุยืน) ท่านก็อายุ 80,000 ปี ….แล้วท่านก็บอกว่าถ้าเราทำชั่ว ครูบาอาจารย์จะอายุสั้น แม้ตนเอง สัตว์อื่น ฯลฯ ก็จะอายุสั้น

ผ่านมาอีกวัน ระหว่างเดินทางไปทำธุระก็มาคิดทบทวนว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น (อาจจะฟังไม่ครบเลยไม่ได้ยินว่าทำไม เลยต้องมานั่งคิดเอง…)

ก็คิดได้ว่า … ก็น่าจะเพราะพระพุทธเจ้าไม่มีอัตตา เลยไม่มีความอยากเพื่อตน ก็คงเหลือแต่เฉพาะการคงอยู่เพื่อที่จะทำประโยชน์แก่ผู้อื่น สัตว์อื่น ฯลฯ นั่นก็หมายความว่า เหตุปัจจัยที่จะมีผลต่ออายุขัยของท่าน ไม่ใช่ตัวท่านเอง แต่เป็นผู้อื่น สัตว์อื่น ฯลฯ

นั่นหมายถึงพระโพธิสัตว์ทั้งหลายน่าจะประเมินการตั้งอิทธิบาท(การทำให้มีอายุยืน) ตามองค์ประกอบของโลก …แต่ส่วนที่ท่านจะประเมินอย่างไรผมก็ไม่อาจรู้ได้ ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงสมมุติฐานเท่านั้น

เมื่อเห็นดังนั้นผมก็ได้ทดสอบสมมุติฐานนั้นในฐานของตัวเอง ซึ่งธุระในครั้งนี้ก็เป็นกิจกรรมในหมู่คนดีอยู่พอดี ก็เลยทดลองปล่อยชีวิตไปตามกรรม (กุศลกรรม) ว่ากรรมนั้นจะพาไปทางไหน เขาจะให้ไปเจอใคร ได้คุยกับใคร ให้กลับกับใคร ให้ไปนั่งรถคันไหน แล้วเขาจะพาไปไหน ก็ลองไปกับเขาดู ซึ่งก็พิจารณาในขีดที่เป็นกุศล ดีเราก็ไป ไม่ดีเราก็ไม่ไป แต่ถ้าอยู่กับหมู่คนดี ความเห็นส่วนใหญ่ของเขาก็ไปทำดีทั้งนั้น

สรุปว่าลองแล้ว ใจมันก็สบายดีนะ ดีกว่าไปวางแผนนั่นนู่นนี่ แต่แผนตั้งต้นน่ะมีอยู่ คือถ้าเขาไม่ชวนเราให้ไปกับเขา เราก็นั่งรถเมล์กลับบ้านเอง แต่พอเขาชวนเราก็เอาแผนเดิมของเราทิ้งไปแล้ววางแผนใหม่ไปเรื่อย ๆ ตามองค์ประกอบใหม่ที่มันเข้ามาสังเคราะ์ตามเวลาที่เปลี่ยนไป

กลายเป็นว่าวันนี้ได้สิ่งดีมากกว่าการตัดสินใจกลับบ้านเองอีก ได้ฟังเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมเขาคุยกัน เล่าสภาวะกัน ได้ฟังครูบาอาจารย์สอน ฯลฯ

…วางใจมันก็ดีเหมือนกันนะ นี่แค่ทำได้นิดเดียวนะเนี่ย เสี้ยวเดียว แว่บเดียว แต่ระดับผู้ที่หมดอัตตา ท่านน่าจะได้เจอกับสภาพนี้ตลอดเวลา ผมก็เริ่มรู้สึกว่าสภาพนั้นมันน่าได้น่าเป็นน่ามีเหมือนกันนะนี่

การอยู่โดยไม่เอาอัตตาเป็นตัวตั้ง ไม่มีความเอาแต่ใจแม้ในช่วงหนึ่งก็สุขมากแล้ว ก็ทำให้เข้าใจว่า อ๋อ..การปล่อยให้การคงอยู่ของเราสังเคราะห์ไปกับสังคมสิ่งแวดล้อมมันเป็นแบบนี้นี่เอง

มันก็เลยทำให้เกิดความเข้าใจเรื่องอายุขัยของพระโพธิสัตว์เพิ่มขึ้นมานิด ๆ