แขกที่มาร่วมงาน กับลูกหลาน

ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าจะแยกลูกหลานแท้ ๆ ออกจากแขกได้อย่างไร ก็คือแยกโดยลูกหลานนี่จะเข้ามาเป็นเจ้าภาพ ร่วมจัดงาน ร่วมบริการ ลงทุนลงแรงอะไรก็ว่ากันไป

เช่น ถ้ามีงานศพของญาติผู้ใหญ่ที่เราเคารพ ลูกหลานนี่แหละจะไปช่วยงานเป็นประจำ ส่วนแขกนี่เขามาฟังสวด มากราบศพ มาเผาแล้วเขาก็กลับไป แต่ลูกหลานนี่อยู่ตั้งแต่เริ่มงานจนจบงาน ช่วยงานกันไปโดยมีจิตรวมเป็นหนึ่งเดียว คือทำเพื่อญาติผู้ใหญ่ที่เราเคารพหรือเพื่อคนที่เรารัก

เมื่อโยงเข้ากับเหตุการณ์ในปัจจุบัน ผมได้เห็นภาพลูกหลานมากมายที่ออกมาช่วยงานต่าง ๆ ทั้งเปิดโรงทาน เก็บขยะ บริการรับส่ง ให้สอบถามข้อมูล ทำของชำร่วย ฯลฯ ผมคิดว่านี่คือจิตของคนที่เป็นลูกหลานที่แท้จริงที่อยากทำเพื่อคนที่ตนเคารพรัก

ส่วนแขกเขามาแล้วเขาก็ไป แม้เขาจะเสียใจที่เสียบุคคลอันทรงคุณค่ายิ่งไป แต่เขาก็แค่เสียใจ แค่ระลึกถึง อย่างเก่งก็ช่วยร่วมทุน ลงทุน แต่ไม่ลงแรง ไม่เอาตัวมาลง ไม่เอาตัวเข้ามาคลุก เพราะเขาเป็นเพียงแขก มีจิตที่กำหนดตำแหน่งตัวเองไว้เพียงเท่านั้น ไม่ได้รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบอะไรมากกว่านั้น

เรื่องนี้พูดกันยาก การจะมีจิตถึงขนาดรู้ว่าตนต้องทำอะไร หรือรู้ว่าตนเป็นลูกหลานนั้น ต้องเกิดจากศรัทธาที่ตั้งมั่น คือต้องเคยสัมผัสสัมพันธ์กันมาแล้วหลายชาติ จนเกิดความรัก ความคุ้นเคย ความกตัญญู จนมีจิตสำนึกว่าเป็นลูกหลาน เป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ แม้จะไม่ได้เป็นจริง ๆ ก็ตาม แต่จะมีลักษณะทางนามธรรมที่ชัดเจนจนเกิดเป็นรูปธรรม คือพาตัวเองมาเป็นเจ้าภาพร่วมจัดงานนั่นเอง

กาฝากโลกธรรม

ประเด็นการโหนคนดีเพื่อล่าลาภยศสรรเสริญสุขนั้นมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เคสคลาสสิกที่สุดคือพระเทวทัตที่บวชมาเพื่อแข่งดีเอาชนะพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้เริ่มต้นจากการสร้างสำนักใหม่ ใช้การกลืนกินจากภายใน ห่มผ้าเหลือง ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า สุดท้ายก็เสนอเงื่อนไขแข่งดีเอาชนะพระพุทธเจ้า

จนมีภิกษุผู้หลงผิดหลายรูปตามพระเทวทัตไปด้วย ลำบากพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไปตามกลับ สุดท้ายความจริงก็ปรากฏ …พระเทวทัตใช้การเกาะพระพุทธเจ้าดัง เพราะว่ามันง่าย มาปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า จะพูดอะไรคนเขาก็ชอบ เขาก็ศรัทธา ถ้าไม่ใช่ปัญญาระดับพระพุทธเจ้าหรือระดับอริยสาวก ไม่มีทางรู้หรอกว่าพระเทวทัตชั่วอย่างไร ปุถุชนก็หลงตามพระเทวทัตกันได้ทั้งนั้น เพราะพระเทวทัตพูดแต่สิ่งที่ดี!

เช่นเดียวกันในสมัยนี้ มีนักบวชที่บวชเพื่อแสวงหาลาภสักการะ ใช้คำสอนของพระพุทธเจ้าหาโลกธรรม มันก็ทำได้ เพราะชาวไทยส่วนใหญ่ศรัทธาพระพุทธเจ้า พอห่มผ้าเหลืองปุ๊ป พอพูดตามพระพุทธเจ้าปั๊ปเขาก็ศรัทธา หลงว่านักบวชนั้นเป็นของจริง ก็แห่ไปเคารพบูชาโดยไม่ตรวจสอบ ไปหลงเคารพศรัทธาเพียงเพราะเขาพูดเรื่อง&พูดตามพระพุทธเจ้าเท่านั้น

ในอดีตเราก็มีบทเรียนกันมาตั้งหลายครั้งว่า นักบวชที่อาศัยผ้าเหลืองหาโลกธรรมก็มีเยอะ สุดท้ายก็ความแตก จับได้สึกไป ยังเสนอหน้าในสังคมก็มี ไอ้ที่เขาจับได้แต่ยังหน้าด้านอยู่ก็มี

นับประสาอะไรกับฆราวาสที่ใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้ามาหากิน เอามาสร้างสำนักแสวงหาโลกธรรมให้ตัวเอง ให้ได้ลาภสักการะบริวาร มันมีมากมายอยู่แล้ว ความจริงมันยังไม่เปิดเผยว่าชั่ว คนก็ดูกันไม่ออก ก็แอบเสพกันไป สะสมความชั่วกันไป วันหนึ่งคนเขาจับได้ก็พังกันไป แถกันไป หน้าด้านอยู่กันไป

เช่นเดียวกันกับการเอาความดีของคนอื่นไปหากิน ไม่ต้องถึงระดับพระพุทธเจ้าหรอก เอาแค่ระดับครูบาอาจารย์หรือคนดีที่น่าเคารพบูชาทั้งหลายในสังคม ก็มักจะโดนพวกกาฝากโลกธรรมเข้ามาหาผลประโยชน์ มีทุกกลุ่มคนดีนั่นแหละ ไปตรวจสอบกันดูได้ พวกที่เข้ามาเพื่อมาเอาคุณความดีบางอย่าง บ้างก็แอบเกาะกินไปอย่างนั้น บ้างก็อยากดังเองก็แยกวงออกไป สร้างสำนักของตัวเอง

ก็ดู ๆ กันไป ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ไปหลงชื่นชนคนพาลนี่ฉิบหายยาวเลยนะ ผูกภพผูกชาติไปกับเขาอีกนานเลย ส่วนตัวผมถ้าไม่แน่ใจว่าใครดีจริง ผมไม่รีบตัดสินใจตามนะ มันต้องคบคุ้น ใช้เวลาศึกษากันนาน ๆ จนกว่าจะมั่นใจว่าคนนี้แหละของจริง ผมถึงจะตาม

ไอ้ที่แบบทำดีเอาหน้าล่าโลกธรรมผมก็เห็นมาเยอะ สมัยศึกษาธรรมะแรก ๆ นี่เรียกว่าเมาเลย โอ้โห มีแต่คนดี คนเก่งเต็มไปหมด แต่พอศึกษาไปทำไมมันเริ่มเห็นความชั่ว อ้าวคนนั้นก็ดีไม่แท้ คนโน้นก็ดีไม่แท้ มีแต่ของปลอมทั้งนั้น เอาธรรมะมาหากิน เอามาหาลาภสักการะบริวารทั้งนั้น ดีนะที่ผมไม่หลงตามคนพวกนี้ไปเพียงเพราะเขาพูดธรรมะและสรรเสริญพระพุทธเจ้า …หลงตามพวกกาฝากศาสนาไปนี่ฉิบหายเลย

คนชั่วที่คิดว่าตนเองทำดีนี่แหละ ชั่วที่สุด

วันนี้คุยกับเพื่อนในประเด็นที่ว่าแบบไหนจะชั่วกว่ากัน คือคนชั่ว กับคนดีที่แอบชั่ว ก็สรุปกันออกมาได้ว่าคนดีที่แอบชั่วนี่แหละร้ายลึกชั่วช้าหนักนาน… เพราะคนชั่วทั่วไปนี่มันพอจะป้องกันได้ง่ายนะ แก้ไขได้ง่าย หรือคนที่รู้ว่าตัวเองชั่วก็สามารถที่จะเจริญได้เช่นกัน

แต่คนชั่วที่คิดว่าตัวเองดีนี่มันไม่มีทางไปเลยนะ มืดแปดด้าน มันจะเมาดีลวง ๆ ที่ตนเองทำอยู่นั่นแหละ แถมยังเอาดีสอดไส้ชั่วไปหลอกกันเองอีก ในวิบาก ๑๑ ประการที่เพ่งโทษพระอริยะมีอยู่ข้อหนึ่งคือ หลงว่าบรรลุธรรม เอาแบบโลก ๆ คือหลงว่าตัวเองดี ตัวเองมีดี ตัวเองกำลังทำดี คือเข้าใจผิดว่าสิ่งที่ตัวเองคิด พูด ทำอยู่นั้นดี….ทั้งที่จริงมันชั่ว

แล้วจะแก้ได้ยังไง ก็ต้องอาศัยคำติจากคนดีนี่แหละ เขาติมาเราก็ฟังแล้วนำไปแก้ไขในส่วนที่ผิดพลาดไป แต่คนที่หลงว่าตนดีนั้นไม่ค่อยจะยอมฟังใครเขาติหรอก ก็ตัวเองคิดว่าตนดีตนถูก แล้วมันจะไปฟังใครอีกละ เขาติมาก็ว่าเขาผิดหมดนั่นแหละ ตัวเองถูกอยู่คนเดียว เพราะตนเองเป็นคนดี ดีไม่ดีไปด่าเขากลับอีก …เอาเข้าไปคนดี(ปลอม ๆ )

คนดีที่ดีแท้จะเห็นความชั่วในตนเองแล้วมุ่งล้างความชั่วนั้นให้หมด และจะเห็นชั่วที่ลึกและละเอียดขึ้นตามกำลังที่มี คือจะเห็นแบบที่คนอื่นไม่เห็น คนอื่นเขาไม่เห็นว่าชั่ว แต่เรารู้ชัด ๆ เลยว่าทำแบบนี้มันชั่ว มันเบียดเบียน มันไม่เป็นประโยชน์ตนเองและผู้อื่น

จะรู้ได้อย่างไร? ก็ตามระดับของศีลนั้นแหละ ถ้าศึกษาศีลตามลำดับจะรู้เองว่าอะไรดีอะไรชั่ว แต่ถ้าไม่ศึกษาก็ไม่รู้หรอก เพราะเรื่องแบบนี้คิดเอาก็ไม่ได้ ฟังเอาก็ไม่เข้าใจ ทำหน้างง ไอ้ที่เขาพูดมานี่มันชั่วยังไงหนอ…

จึงสรุปว่าคนที่ยังเห็นว่าตนเองชั่วอยู่ ยังผิดพลาด ยังต้องแก้ไขอยู่ ก็ยังดีกว่าคนที่หลงว่าตนเองเป็นคนดี ดึงดันทำแต่ความดีแบบที่ตนเองเข้าใจโดยไม่ฟังคำติของใครเลย

ช่วงเวลาพิเศษ

ผมสังเกตปรากฏการณ์บางอย่างมาตั้งแต่กลางเดือนก่อน คือความชั่วจะพังไว ความดีจะทวีคูณ ความจริงจะเปิดเผย

ตั้งแต่กรณีเสื้อสีดำ ที่มีการฉวยขึ้นราคากันจนเกินงาม แต่ไม่นานนักก็มีคนมาแจกกันเต็มบ้านเต็มเมือง จนถึงนำมาขายกันราคาถูกๆ คนเก็งกำไรก็คงจะขาดทุนกันไปไม่มากก็น้อย

ส่วนความดีก็อย่างที่เห็น ชัด ๆ ก็ในสนามหลวง มีหลายคนสละเวลาแรงงานทุนทรัพย์ลดตัวลดตนมาทำดี และผมเชื่อว่าหลายคนก็คงไม่คิดว่าตนเองจะสามารถมีแรงทำดีได้ด้วยตนเอง ถ้าไม่มีโอกาสเช่นนี้

หรือความจริงที่พูดกันว่ารักนักรักหนา แต่กลับนอนเฉย ๆ ไม่ทำประโยชน์อะไรให้กับตนเองและสังคมให้สมกับที่พูดว่ารักเลย

หรือแม้แต่สำนักของผู้ที่เรียกตัวเองว่าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ตอนเขามาร่วมบุญใหญ่กัน มาเปิดโรงบุญโรงทาน แต่กลับไม่มีแม้แต่เงาสำนักเหล่านั้น ทั้ง ๆ ที่ประเมินจากองค์ประกอบแล้วถึงจะมาเปิดโรงทานกันทั้งปีก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร….ตกลงปฏิบัติธรรมไปแล้วมันใจดำกว่าชาวบ้านที่เขาขนข้าวของมาแจกกัน นี่มันปฏิบัติกันไปทางไหนละนั่น…(ให้นึกถึงท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นตัวชี้วัดแล้วกัน)

ในช่วงนี้เราจะได้เห็นว่าอะไรจริง อะไรปลอม อะไรเป็นแค่น้ำลาย อะไรเป็นแค่การสร้างภาพ อะไรที่เป็นการแสวงหาผลประโยชน์

….แน่นอนว่าวันใดวันหนึ่งความไม่แท้จะต้องถูกเปิดเผย เพราะของไม่แท้มันก็ไม่ทน เดี๋ยววันหนึ่งก็เห็นผลว่าไม่ใช่ของดีจริง

เช่นเดียวกับตัวเรา เราแท้หรือเราไม่แท้ ดู ๆ ไปเดี๋ยวก็รู้ เทียบกับคนที่เขาทุ่มเทดูก็ได้ มันก็วัดกันตรงนั้นได้แบบหยาบ ๆ แต่ข้างในจริง ๆ นั้นเป็นตัววัด คือพอเพียงได้จริงหรือเปล่า “มีความโลภน้อย” ได้จริงรึเปล่า ก็ตั้งจิตกันให้ดี ๆ เพราะถ้าชั่วมันจะเสื่อมหนัก แต่ถ้าดีมันจะเจริญไว

สถานการณ์นี้เป็นช่วงที่ชี้ให้เห็นได้ง่ายว่า ตนเองมีความเห็นความเข้าใจ(ทิฏฐิ) ไปทางไหน เป็นสัมมาหรือมิจฉา เพราะช่วงที่มีการทำดีกันมาก ๆ นี่แหละ จะคัดดี คัดชั่วได้ดีทีเดียว ก็ดูกันต่อไปยาว ๆ….

ศรัทธา?

วันนี้ไปซื้อของที่ตลาดนัดจตุจักร เดินผ่านร้านแสตมป์ เห็นมีชุดรวม 9 รัชกาล ซึ่งราคาก็ไม่ใช่ถูก ๆ ชุดหนึ่งเขาขาย 1,200 บาท

ช่วงนี้คงจะถือเป็นช่วงขาขึ้นของนักเก็งกำไร เพราะเป็นโอกาสที่จะขายของให้กับผู้ที่ศรัทธาได้ง่าย เพราะโดยมากแล้วคนมักจะสนใจเก็บสิ่งที่จับต้องได้เป็นหลัก

ผมจึงอยากเสนอแนะให้ผู้ที่คิดจะเก็บบางสิ่งที่จะใช้ระลึกถึงผู้ที่เคารพรักในช่วงนี้ อย่าไปหลงกลกิเลส อย่าประมาทมัวเมา เพราะถ้าท่านเผลอตัวไป ท่านอาจจะกลายเป็นนักเก็งกำไรอีกคนก็ได้

ถ้าท่านอยากได้รูปที่เป็นกระดาษ ท่านก็ตัดเอาตามหนังสือพิมพ์มาเก็บไว้ก็ได้ หรือถ้าอยากได้เป็นวัตถุที่มั่นคงแข็งแรง เหรียญ 25 สตางค์ก็เป็นทางเลือกที่ดี

เราไม่จำเป็นต้องแสวงหาสิ่งที่หายากหรือสวยงาม เพราะคุณค่ามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น คุณค่าแท้จริงคือการระลึกถึงบุคคลที่ควรบูชา ถ้าท่านอยากให้มันแปลกมันสวย ให้มันมีคุณค่าทางการค้า สิ่งที่เกินมาเหล่านั้นคือกิเลสของท่าน

อย่าเอากิเลสมาปนเปื้อนไปกับศรัทธาเลย มันจะทำให้ศรัทธานั้นด่างพร้อย มัวหมอง เสื่อมค่าลงไปตามกิเลสที่ท่านมี

[19] ฝนตกแดดออก

diary-0019-ฝนตกแดดออก

19. ฝนตกแดดออก

วันสองวันนี้มีสภาพอากาศเหมือนกันคือฝนตกแดดออก ตกกันตอนบ่าย ๆ นี่แหละ ประมาณว่ากินข้าวเสร็จ กำลังจะไปทำสวน ฝนก็เทลงมา…

ตกกันทีก็นานเป็นชั่วโมง สรุปว่าแปลงผักแฉะหมดแล้ว เลยไม่ได้ทำอะไรเพิ่ม นอกจากจะไปเก็บงานนิดหน่อย ฝังเมล็ดนั่นนี่ไปตามประสา

แต่จะไปเกี่ยวหญ้าหลังฝนนี่เกรงใจแมลงจริง ๆ แต่ก่อนฝืนทำบ่อย แต่ก็ต้องเผชิญกับมดไปเรื่อย จริง ๆ ก็เกรงว่าจะเจออะไรที่มากกว่ามดละนะ เพราะอากาศชื้น ๆ หลังฝน สัตว์มันก็คงจะชอบออกหากิน

สู้ทำงานในวันแห้ง ๆ แดดดี ๆ ไม่ได้ สบายใจมาก แม้จะร้อนไปสักหน่อย แต่ก็สะดวกในการทำงาน ไม่เฉอะแฉะ

ถั่วต้ม(จนแห้ง)

ถั่วต้ม

ถั่วต้ม(จนแห้ง)

ปกติเวลาผมจะต้มถั่ว ก็จะแช่ถั่วทิ้งไว้ก่อนหนึ่งคืน คือต้องประมาณสมดุลร้อนเย็นล่วงหน้าหนึ่งวัน ถั่วที่มีก็มีหลากหลาย เช่นถั่วเขียว ถั่วแดงหลวง ถั่วขาว ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วลิสง กินสลับกันไป วันละ 2 ชนิด ปน ๆ กันไป

ด้วยความที่ต้องประหยัดน้ำดื่ม ผมเลยไม่ได้ใช้น้ำต้มถั่วมากเท่าไหร่ คือจะกะปริมาณน้ำเอาแค่ถั่วพอสุก น้ำแห้งคือถั่วสุกนิ่มพอดี

ซึ่งก็มักจะพลาดคือบางทีต้มถั่วอยู่ ก็ไปทำอย่างอื่น ก็มีบ่อยครั้งที่ถั่วไหม้บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก เพราะถ้ามากก็อาจจะกินไม่ได้ ที่กินได้เพราะไหม้ไม่มาก…

เคยกินถั่วที่ไหม้มาก ๆ กินไปก็ร้อนไปทั้งตัวเลย เหมือนมันสะสมพลังงานความร้อนมาด้วย เคยเข้าใจว่าเหมือนกินถ่าน แต่มันก็มีความต่างของมันอยู่เหมือนกัน

[18] เก็บน้ำฝนไว้กิน

diary-0018-เก็บน้ำฝนไว้กิน

18. เก็บน้ำฝนไว้กิน

ช่วงหลายวันมานี้ ฝนตกบ่อย เลยใช้เป็นโอกาสในการเก็บน้ำฝน ก่อนหน้านี้ผมนึกไม่ออก เลยปล่อยให้น้ำฝนตกไปแบบนั้น

อยู่มาวันนึงก็คิดว่า เออเรามีกะละมังซักผ้าอยู่ ก็เลยเอามารองน้ำฝน ได้เยอะเหมือนกัน แม้จะมีฝุ่นบ้าง แต่ก็ไม่มีปัญหา

เพราะก่อนจะเอามาเก็บหรือกิน ก็จะเอาไปกรองผ่านผ้าขาวบางก่อน ให้ได้มั่นใจว่าสะอาดพอประมาณเป็นใช้ได้

การใช้น้ำฝนนี่ก็ประหยัดดีเหมือนกัน ไม่ต้องซื้อน้ำกิน เดี๋ยวจะค่อย ๆ หาโอ่งมาใส่น้ำ จะได้เก็บไว้กินได้นานขึ้น

ผักต้ม

ผักต้ม

ผักต้ม

ถ้าวันไหนที่อากาศร้อน ๆ รู้สึกอึดอัด ผมก็จะเปลี่ยนเมนูมาเป็นผักต้ม

ก็ไม่ได้กินกับอะไรหรอกครับ โรยเกลือเฉย ๆ นี่แหละ โรยไปที่ข้าวแล้วกินกับผัก เป็นเมนูอาหารสุขภาพที่มีประโยชน์มาก เป็นการถอนพิษและปรับสมดุลไปในตัว แม้จะไม่เป็นที่นิยมนักในสังคม เพราะมันเป็นเมนูที่กินได้ยาก ฝืนกิเลสมาก แต่มันก็มีประโยชน์มากทีเดียว เรียกว่าแค่กินแต่ผักต้ม, ผักลวก, ผักสด ก็ปราบมะเร็งได้แล้ว (ศึกษาเพิ่มเติมได้จากองค์ความรู้ยา ๙ เม็ด, แพทย์วิถีธรรม)

ผักที่ได้มานั้นฟรีครับ ฟักทองเพื่อนบ้านให้มา ส่วนผักบุ้งปลูกเอง แม้จะดูเยอะไปหน่อยสำหรับฟักทอง เพราะต้องจัดการฟักทองที่เหลือในวันนี้ พอดีไม่มีตู้เย็นเลยต้องวางแผนจัดการวัตถุดิบให้ดี

กินแบบสบาย ๆ ไม่ต้องรีบ ค่อย ๆ เคี้ยว ผักบุ้งนี้เคี้ยวนานหน่อย แต่ฟักทองไม่นานมาก เพราะถ้ามันสุกเนื้อมันก็จะร่วน กินง่าย

ฝูงมด

ฝูงมด

ฝูงมด

ช่วงฝนตกนี่ มดจะออกมากันเยอะมาก ย้ายถิ่น อาหาร หนีน้ำ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุอะไร

แต่พอมีการเดินขบวน มันก็ต้องหาอาหารละนะ พอหาอาหารมันก็เลยวนเวียนอยู่ตรงพื้นที่ทำอาหารของผมเยอะหน่อย

แบบว่ามีอะไรตกแล้วพอจะกินได้ มันก็จะพากันไปล้อม ถ้าไม่มีอะไรสักพักมันก็จะสลายตัวไป ซึ่งก็มีบ้างเหมือนกันที่มันออกนอกเส้นทาง มาวนเวียนในห้องนอน รอบ ๆ ที่นอน เพราะมันทะลุมุ้งมาได้ เพียงเพราะแค่พยายามเข้ามากินน้ำมันกัวซาที่ปิดฝาไว้ … รับกลิ่นได้ดีมาก

มานึกถึงมดหนึ่งตัว นี่มันก็มีหนึ่งจิตวิญญาณ ผมนั่งอยู่ในพื้นที่ 3*3 เมตร น่าจะมีมดเป็นหมื่นตัว ถ้าเอาจิตเหล่านั้นเปลี่ยนมาเป็นคน ที่ 3*3 เมตรนั้นคงไม่พอแน่ ๆ

มีจิตวิญญาณอีกมาที่รอการพัฒนาเป็นคน ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สัตว์ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นน้อย แต่เราก็มักจะไม่ค่อยเห็นความสำคัญนี้กัน ก็ลองมองภาพฝูงมดนี้ แล้วทำใจว่า มีจิตวิญญาณอีกมากมายที่จะสามารถมาแทนที่เราตรงนี้ ถ้าเราไม่ดีมากพอก็ไม่มีสิทธิ์จะเป็นมนุษย์ และมีโอกาสมากมายที่จะเวียนกลับไปเป็นสัตว์

ถ้าใช้ชีวิตกินสูบดื่มเสพไปวัน ๆ ไม่สร้างประโยชน์แท้จริงให้แก่ตนเองและผู้อื่น หรือมีชีวิตเยี่ยงเดรัจฉาน ก็อาจจะได้กลับเป็นเป็นสัตว์จริง ๆ

แต่คิด ๆ ไปก็เอาเถอะ มันก็วนเวียนไปแบบนี้แหละ เขาถึงเรียกว่าวัฏสงสาร