ที่สุดแห่งความรัก

ที่สุดแห่งความรักโลกีย์ คือทำ/นำ/พา ให้อีกฝ่ายหลง,ชั่ว,โง่,ทุกข์ แสนสาหัสชั่วกัปชั่วกัลป์

ที่สุดแห่งความรักโลกุตระ คือทำ/นำ/พา ให้อีกฝ่ายตระหนักรู้,ทำดี,มีปัญญา,เกิดสุขจากการล้างความหลงติดหลงยึดโดยลำดับ

…ความรักแบบโลกีย์นี่มันก็ทำง่ายนะ คุณจะทำให้ใครสักคนหลงรักคุณหัวปักหัวปำมันก็ไม่ยากนักหรอก ใคร ๆ เขาก็ทำกันได้ ทำกันทั่วไปในสังคม สุดท้ายก็ได้เห็นผลกันมากมาย เช่น ทุกข์ทรมาน สติแตก ทำร้ายกัน ฆ่ากัน ฯลฯ

ส่วนความรักแบบโลกุตระนี่มันยากสุด ๆ จะพากันลด ละ เลิกความหลงติดหลงยึดนี่มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยในโลกนี้ มีใครเคยเห็นมั่งไหม รักกันเพื่อที่จะพิสูจน์ให้รู้ว่ารักเป็นทุกข์ หรือตั้งจิตว่าจะรักเพื่อบรรลุธรรม ไม่มีหรอก มีแต่รักกันเพื่อเสพสุขตามกิเลสเท่านั้นเอง เป็นไปเพื่อสนองความหลงติดหลงยึดของตน

รักโลกุตระนี่พาออก แต่ใครเขาจะไปออกง่าย ๆ เขาก็หลงว่าสิ่งเหล่านั้นดี รักแบบโลกีย์นั้นดี ได้เสพได้สุขตามที่เขายึดมั่นถือมั่น เขาไม่ออกกันหรอก

ดังนั้นจะรักแบบโลกุตระนี่มันต้องทำใจ/วางใจ กันเยอะ ๆ หน่อย เพราะเขาไม่มากับเราง่าย ๆ หรอก เขาก็ไปหลงโลกตามประสาของเขานั่นแหละ แต่ถ้าถามว่าเราช่วยเขาไหม เราก็ช่วยทำตัวเป็นตัวอย่างไง ก็อยู่เป็นโสดให้เขาดู ให้เขาเห็นว่าการอยู่เป็นโสดนี่แหละคือการไม่เบียดเบียนกัน คือสภาพที่สามารถเกื้อกูลกันได้อย่างไม่มีความลำเอียง คือทางที่จะพากันไปสู่ความผาสุกอย่างยั่งยืน

เราก็ทำของเราไป 5 ปี 10 ปี 20 ปี หรือจะทั้งชาติเราก็ทำของเราไป ทำตัวอย่างให้เขาดูว่ารักแบบนี้มันดีกว่า ทำกันข้ามภพข้ามชาติเลย ชาติใดชาติหนึ่งเขาทุกข์จนเกินทน แล้วเขาจำได้ว่าเราเคยทำให้ดูเดี๋ยวเขาก็มาเอาเอง

แต่ถึงเขามาเอารักโลกุตระมันก็ไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ หรอก เขาต้องผ่านการฝึกฝน อีกนาน….ดังนั้นต้องเข้าใจ ทำใจ และทำตัวอย่างให้ดูต่อไป..ที่สุดของรักโลกุตระก็คือนำพาเขาลดโลภโกรธหลงไปเรื่อย ๆ นั่นแหละ แม้มันจะไม่มีความหวังเลยก็ตามที

[39] เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

diary-0039-เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

39.เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

หลังจากทิ้งไปนานมาก ประมาณครึ่งปีได้ สุดท้ายก็กลับมาทำสวนใหม่ ที่หายไปก็ไม่ได้ไปไหนไกล ไปบำเพ็ญบุญกุศล ทำโรงทานอยู่แถวสนามหลวงนั่นแหละ

พอกลับมานี่งานหนักเลย เหมือนเริ่มต้นใหม่ แต่ก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพราะว่าเริ่มงานแรกคืองานปรับที่ใหม่ ก็จ้างรถขุดมาถม ถาง รื้อ กลบ ฯลฯ เหมือนสร้างเอกสารใหม่ มีหน้าเปล่า ๆ ยังไงอย่างงั้น

ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาก็ขลุกอยู่กับการพัฒนาที่แข่งกับหญ้า เพราะถ้าเขาเคลียที่แล้วเราช้า หญ้าก็จะโต งานก็จะหนักขึ้นไปอีก อะไรทำได้ก็ทำไปก่อน ให้ได้ภาพรวมแล้วค่อยกลับมาเน้นเป็นจุด ๆ

กลับมาครั้งนี้ไฟฟ้าที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่หมดเกลี้ยง ต้องกลับมาสู่ยุคเทียนไขกันอีกครั้ง ก็ใช้เทียนไปได้ไม่กี่วันหรอก ก็รื้อหญ้า เอาแผ่นโซล่าเซลล์ไปวาง ก็กลับมาใช้ไฟใหม่ได้แล้ว

ก็ทำให้นึกถึงตอนที่มาอยู่ที่นี่แรก ๆ สมัยนั้นใช้เทียนเป็นเดือนเลยทีเดียว ก็ไม่ได้ลำบากอะไรหรอก แต่มันจะตัดโลกทิ้งไปเลย มันจะออกแนวฤๅษีเกินไปสักหน่อย อย่างน้อยมีไฟฟ้าใช้ก็ได้รับรู้ข่าวสารบ้านเมืองบ้าง เผื่อจะสังเคราะห์อะไรที่มีประโยชน์ขึ้นมาได้ ก็คงจะดีเหมือนกัน

มาถึงตอนนี้ ชีวิตเริ่มปกติแล้ว กิจกรรมประจำวันก็ทำไปตามที่วางแผนไว้ ไม่มีอะไรต้องคิดมากเหมือนช่วงกลับมาใหม่ ๆ แล้ว ค่อยเป็นค่อยไปครับ

ฟัก

ฟักเขียว

ฟัก

หลังจากทิ้งสวนไปเกือบครึ่งปี กลับมากลายเป็นป่า แปลงผักก็เป็นทุ่งหญ้ารก เรียกว่าแทบไม่เหลืออะไรที่เคยปลูกไว้เลย หายหมดทุกอย่าง

แต่ก็มาเจอฟักลูกนี้นี่แหละครับ ที่ทำให้รู้สึกว่าการปลูกของเรามันมีผลอยู่บ้าง ไม่สูญเปล่าไปหมด

ก่อนจะกลับไปกรุงเทพฯ ผมหยอดเมล็ดฟักไว้ใต้ต้นไม้ที่ใส่ปุ๋ย คือปลูกแบบฝาก ๆ กันไปนั่นแหละ จะได้รดน้ำจุดเดียวโตได้หลายต้น ก็หยอดไว้หลายที่เหมือนกัน ไม่ได้หาทั้งหมดหรอกนะ พอดีลูกนี้มันอยู่ใกล้ ๆ ทางเดินก็เลยเจอง่าย ส่วนลูกอื่นอาจจะมีก็ได้ แต่ก็คงโดนถางไปหมดแล้ว เพราะกลับมารอบนี้จ้างรถขุดมาปรับที่ เขาปรับให้โล่งเตียนเลย ก็แก้แผนผังที่ด้วย อะไรที่เคยคิดจะทำก็เลิก ปรับไปปรับมา จนตอนนี้ก็ลงตัวระดับหนึ่ง

กลับมาเรื่องฟักลูกนี้ ฟักลูกนี้ได้จากการเก็บเมล็ดจากฟักที่ซื้อจากตลาด ซื้อมากินแล้วก็เก็บเมล็ดมาเพาะ ก็ได้ผลดี ก็เป็นการเรียนรู้ที่ครบรอบการปลูกฟัก คือได้ผลมา เพาะเมล็ด จนถึงได้ผลใหม่ ที่เหลือก็เก็บความรู้ปลีกย่อยของการปลูกฟัก แต่ความรู้หลักเราพอมีหลักมีแกนไว้แล้ว ว่าปลูกแบบนี้ก็ได้ผลนะ ก็คงทดลองเรียนรู้กันต่อไปครับ

ตั๊กแตนใบไม้

ตั๊กแตนใบไม้

ตั๊กแตนใบไม้

ปกติจะเจอตั๊กแตนกิ่งไม้ แต่ไม่เคยเจอตั๊กแตนใบไม้เลย อาจจะเพราะว่ามันพรางตัวเนียนมาก ๆ

มาครั้งนี้ก็ไปรื้อ ป่าหญ้า ก็ได้ตั๊กแตนตัวนี้แหละติดมือมา ได้เห็นก็ได้รู้ว่า ที่นี่ก็มีสิ่งนี้…

ประกาศิตสั่งตาย!

เอาเป็นชิ้น ๆ” คำพูดของคน ๆ หนึ่งดังขึ้นมาหน้าร้านขายปลา แม่ค้าหยิบปลาดุกที่ยังเป็น ๆ ยังดิ้นไปดิ้นมา วางบนเขียง
 
ผมยืนมองชะตากรรมของปลาตัวนั้นว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป..
 
เมื่อปลาถูกจับวางลงบนเขียง มีดอีโต้เล่มหนาถูกยกขึ้นมาและสับ! ลงไปที่โคนหาง..เว้นต่อมาอีกประมาณ 1 นิ้วก็หั่นไปอีกที และหั่นต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงหัว แล้วก็หั่นหัวอีก 2 ที
 
(สมัยก่อนเขาประหารคนแบบตัดหัวนี่ก็ว่าโหดแล้ว ถ้าเขาตัดจากขาขึ้นไปทีละท่อน ทีละท่อนจนถึงหัว…คงจะโหดยิ่งกว่า)
 
…จบงานรับจ้างฆ่า รับเงินนายจ้าง แลกกับปลาที่ตนได้ฆ่า
 
เป็นการสั่งฆ่ารูปแบบหนึ่ง คือใช้ปากสั่ง มันก็ดูจะบาปชัด ๆ หน่อย แต่ถ้าไม่สั่งเขาก็ไม่ฆ่า ฆ่าทิ้งไว้เดี๋ยวมันไม่สด คนก็ไม่ซื้อ เก็บก็ยาก ตลาดชุมชนต่างจังหวัดก็แบบนี้แหละ
 
เทียบกับในเมืองหรือในห้างนี่ไม่ต้องใช้ปากสั่งแล้ว ส่วนมากเดินหยิบชิ้นส่วนที่ต้องการไปจ่ายเงินได้เลย ถือว่าลดขั้นตอนไปได้หนึ่งขั้น สะดวกกว่าเดิม แต่ก็บาปเหมือนเดิมนั่นแหละ เพราะเงินที่เราจ่ายไปนั่นแหละคือตัวแทนคำสั่งให้ฆ่าเขา
 
…เขาขายได้ เขาก็จับมา แล้วก็ฆ่ามาขายเรื่อย ๆ เขาก็ฆ่ามาเพื่อแลกกับความต้องการของคุณลูกค้า(นายจ้าง)ทั้งหลายนั้นแหละ

กำแพง

cover-wall

กำแพง…

ระหว่างนั่งรถผ่านไปในเมืองเชียงใหม่ ก็มองไปเห็นกำแพงเมืองเก่า เห็นรูปทรงที่แปลกตา ก็เลยหยิบกล้องขึ้นมาถ่าย

ตอนสร้างกำแพงเขาก็คงจะสร้างตรง ๆ นั่นแหละ แต่พอนานวันไปผ่านเดือนผ่านปี อะไร ๆ ก็คงจะเปลี่ยนไป มันทำให้ผมนึกถึงธรรมะที่กำลังจะเสื่อมไป สมัยพุทธกาลนั้นอะไร ๆ ก็แข็งแรง แต่พอมายุคนี้ก็หย่อนยาน พอคิดอย่างนั้นมันก็นำมาระลึกให้เราไม่ประมาทได้

ในอีกนัยหนึ่ง แม้กำแพงนี้จะแข็ง แต่ก็มีความพริ้วไหวในรูปทรง มันก็เอามาเป็นกรรมฐานได้อีกมุมเหมือนกัน คือให้จิตใจแข็งแกร่งเหมือนหินนั่นแหละ แต่ก็ต้องมีศิลปะแววไหวพริ้วไหวไปตามกุศล

ความพยายาม…

bottle-in-the-pole

ความพยายาม…

หลายวันก่อนระหว่างยืนรอรถเมล์ ก็มองไปเห็นขวดน้ำที่ถูกยัดไว้กับเสา

ก็คิดว่า คนทำนี่เขาดูพยายามดีนะ แถมมีความคิดแหวกแนวอีก คือจะไปยัดในเสาได้นี่มันก็คงจะต้องยัด ๆ เข้าไป ใช้แรงบ้าง แล้วคนทั่วไปนี่ถ้าเขาจะทิ้งเขาก็โยนทิ้งข้างทางหรือไม่ก็วางทิ้งไปเฉย ๆ เลย

ก็มาคิดต่อว่า ในโลกนี้ก็มีคนที่พยายามอยู่เสมอ คือมีความเพียร แต่ความเพียรนั้นมีทิศทางไปทางไหนก็อีกเรื่อง จะเพียรไปทางดีมันก็ดีมาก จะเพียรไปทางเลวมันก็เลวมาก ผมเคยได้ยินภาษาในพระไตรปิฎกประมาณว่า “มีความเพียรเลว” พอเห็นภาพนี้ก็…อ๋อ มันเป็นแบบนี้นี่เอง คือพยายามทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์

สุดท้ายก็คงได้แต่ย้อนมาทบทวนว่า ชีวิตที่เรากำลังดำเนินไปอยู่นั้น เราได้พยายามทำให้มันลำบาก มันยุ่งยากขึ้นกว่าเดิมรึเปล่า มันไปทางทิศไหน สัมมาหรือมิจฉา

ขายธรรมะปลอมก็ยังมีคนยินดีซื้อ

ยุคนี้เป็นยุคตลก เป็นยุคที่คนต้องควักเงินซื้อธรรมะ แล้วเชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านั้นทำให้พ้นทุกข์ได้จริง ซึ่งธรรมะกับทุนนิยมมันถูกรวบเข้ามารวมกันได้ยังไงก็ไม่รู้เหมือนกัน

ซึ่งมันกลับหัวกลับหางกับที่พระพุทธเจ้าสอนหมดเลย พระพุทธเจ้าท่านสอนฟรี สอนให้เป็นคนมักน้อย กล้าจน ไม่โลภมาก แต่สังคมทุกวันนี้มีผู้อ้างตนว่าเป็นอาจารย์รู้นั่นรู้นี่แล้วเปิดคอร์สสอนเรียกเก็บเงินเก็บทองมากมาย จนเรียกได้ว่ามันคือพุทธพาณิชย์ในอีกรูปแบบหนึ่ง (พวกที่แอบอ้างหลักคำสอนพุทธมาหากิน หาประโยชน์ใส่ตน โดยมีความโลภ โกรธ หลงเป็นแรงผลักดัน)

แต่ก่อนในสังคมเราก็จะมีพวกโน้มน้าวให้บริจาคแล้วสะกดจิตว่า รวย! รวย! รวย! แต่ตอนนี้มีพวกที่เหนือชั้นกว่านั้น คือเปิดคอร์สธรรมะหรือหลักสูตรทำให้มีความสุข พ้นทุกข์ …หรืออะไรก็ตามแต่จะตั้งชื่อ ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งชื่อเสียง

เอาธรรมะมาเป็นสินค้ามันก็ผิดในตัวเองอยู่แล้ว มันทำให้ธรรมนั้น ๆ เปรอะเปื้อน ธรรมะและความผาสุกมันควรจะฟรีสิ มันควรจะเข้าถึงได้ทุกฐานะสิ

ส่วนตัวผม สำหรับคนที่ช่วยคนแล้วเก็บเงินผมไม่คบ จะไม่ไปเกี่ยวข้องใด ๆ หรือแม้จะใกล้ ๆ คล้าย ๆ ธรรมะ เช่นสอนให้คนพอเพียง สอนให้พึ่งตัวเองได้ แต่ก็ยังไปเก็บเงินเขา นี่มันย้อนแย้งนะ คนที่พึ่งตัวเองได้จะไปเก็บตังคนอื่นทำไม พึ่งตัวเองได้มันก็เหลือแต่แบ่งปันคนอื่นเท่านั้นแหละ มันไม่มีเหตุจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องไปเอาจากคนอื่นเลย นั่นแสดงว่าเขายังพึ่งตนไม่ได้ ยังพอเพียงไม่ได้ ยังต้องขายความรู้เพื่อแลกเอาเงินจากคนอื่นมาอยู่เพื่อดำรงชีวิตหรือดำเนินกิจการของตน

จะว่าแปลกก็แปลก เขาเอาธรรมะปลอมมาขายแพง ๆ ก็ยังมีคนซื้อ ก็ยังมีคนสนับสนุน ดีไม่ดียกให้เป็นครูบาอาจารย์ ผู้รู้หรือนักปราชญ์อีก จะว่าไม่แปลกก็ไม่แปลก มันก็เป็นธรรมดาของกึ่งพุทธกาล มันก็บ้า ๆ บอ ๆ แบบนี้แหละนะ

มรณสติประจำวัน

“ถ้าเราไม่เผาเขา เขาก็เผาเรา”

ผมมานั่งนึก ๆ ชีวิตก็น่าจะได้พบกับเหตุการณ์สองอย่างนี้แหละ แต่อย่างที่สองนี่เราจะไม่ได้พบแน่นอน เพราะตายไปแล้วมันไม่รู้แล้ว สรุปจึงเหลือแต่ความจริงที่ว่าถ้าเราไม่ชิงตายเสียก่อนเราก็คงจะได้เผาเขา

ก็นึกต่อไปว่า ทุกคนที่อยู่รอบตัว เขาจะจากเราไปอย่างไร แบบไหน เมื่อไหร่ คิดไปแล้วมันก็บันเทิงนะ แต่ถ้าคนกิเลสจัด ๆ จะหดหู่เศร้าหมอง ไม่อยากระลึกถึงการจากพราก ส่วนคนที่รู้สึกบันเทิง ยินดี ผ่องใสนี่น่าจะเป็นคนที่ล้างความยึดมั่นถือมั่นได้ หรือไม่ก็คนบ้าไปเลย

ส่วนเรื่องที่ว่าเขาเผาเรานี่มันไม่ต้องคิดเลย ไม่ต้องไปจินตนาการให้เสียเวลาว่าหลังตายแล้วจะเป็นอย่างไร เอาเป็นว่าก่อนตายหรือระหว่างที่กำลังจะตายนี่แหละ คือจุดที่ควรพิจารณา

ผมมีกิจกรรมสนุก ๆ ที่ระลึกถึงประจำเวลาเดินทาง คือจะตายท่าไหน แบบไหน ตอนไหน เดิน ๆ อยู่แล้วมีคนมาปล้น แล้วโดนเขาแทงตายจะเป็นอย่างไร ดูข่าวเขาฆ่ากันแบบนั้นแบบนี้ ถ้าเราโดนแล้วเราจะเป็นอย่างไร เราจะห่วงหาอะไรไหม เราจะโกรธแค้นเขาไหม ก็ปรุงไปเพลิน ๆ ระหว่างเดินทาง

ก็ตรวจใจเรื่อย ๆ ว่าเรายอมตายได้ทุกท่าทุกทางทุกนาทีไหม ถ้ามันมีกิเลส เดี๋ยวอาการก็ออกเอง ออกมาก็ตรวจหาความยึดมั่นถือมั่นนั้น แล้วก็ใช้ปัญญาคลายซะ มันก็เป็นการปฏิบัติธรรมสนุก ๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาเดินทางในแต่ละวัน

ถ้าแค่ระลึกแล้วยังมีอาการหวั่นไหว แสดงว่าของจริงไม่รอดแน่นอน ก็พิจารณาทั้งตัวเราและคนอื่นนั่นแหละนะ ซึ่งมันจะได้ปัญญาเป็นผลมาเหมือนกัน คือจะลดความประมาทลงโดยลำดับ จะเริ่มรู้ว่าอะไรเป็นสาระสำคัญของชีวิต แล้วจะค่อย ๆ ลดสิ่งไร้สาระลงไปตามปัญญาที่มีนั่นแหละ

หลงนานเท่าไหร่ หาทางกลับนานกว่านั้น

วันนี้คุยกับเพื่อนในประเด็นกรรมและเวลาส่งผลในการหลงผิด ว่าคนที่เขาหลงผิดเนี่ย กว่าเขาจะสำนึกแล้วกลับมาปฏิบัติสู่การพ้นทุกข์ได้ต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหร่

ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เหมือนเราเปิดร้านของชำอยู่ข้างทาง มีคนขับรถมาถามทาง แต่แล้วเขาก็ขับไปผิดทาง ไปผิดแยก ไปตรงข้ามกับที่เราบอกเลย ทีนี้กว่าเขาจะกลับมาได้นี่ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ก็เท่าที่เขาขับหลงไปนั่นแหละ แต่ถึงจะรู้ตัวก็ใช่ว่าจะกลับได้ทันทีนะ ถ้าขับรถไปต่างจังหวัดแล้วขับผิดทาง กว่าจะเจอยูเทินนี่ก็ต้องไปต่อหลายกิโลเมตรเลย

กลับมาที่ตัวอย่างใกล้ตัว อย่างที่เห็นกันว่าผมจะเผยแพร่ธรรมะที่พาไปสู่ความโสดอย่างเป็นสุข แล้วที่นี้มีคนมาอ่านแล้วเขาไม่เชื่อ เรื่องอื่นเขาอาจจะเคยศรัทธา เคยเชื่อ แต่เรื่องนี้เขาไม่เอา เขาก็ไปนู่นเลย ไปมีแฟน ไปแต่งงาน ก็ปฏิบัติตรงข้ามกันเลย มีแฟนว่าหลงไกลแล้ว แต่งงานนี่ไกลลิบ ๆ ไม่เห็นแม้แต่เงา ถ้ายังหลงอยู่ มันก็จะไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ มีลูกมีหลาน ไกลออกไปอีก ทีนี้จะกลับมามันไม่ง่ายแล้ว ชีวิตมันมีภาระแล้ว แค่ผัวเมียก็เป็นภาระหนักแล้ว มีลูกมีหลานนี่ยิ่งหนักหนา จะกลับมาปฏิบัติแบบตัวเบา ๆ นี่ไม่ได้แล้ว จะมีกำแพง มีอุปสรรคขวางกั้น นานเท่าไหร่น่ะหรอ? ก็นานเท่าที่ทำมา และหนักเท่าที่ทำใจไว้ผิดนั่นแหละ

แต่คนที่เขาหลงแล้วมาเจอเรานี่ต่างกันนะ คนไม่เคยได้ฟังแล้วหลงมาก็มี นั่นเขารับวิบากมาแล้ว ต่างจากคนที่ฟังแล้วไปผิดทาง วิบากกรรมมันจะต่างกัน

อย่างใครตามอ่านบทความที่ผมพิมพ์เกี่ยวกับเรื่องความรักเรื่องคนโสดแล้วชัดว่าโสดดีกว่า เลิศกว่า ประเสริฐกว่า แต่กลับไปทำตรงข้ามนั่นแหละ จะยิ่งช้า นาน ไกล ห่างเหิน ทุกข์สะสมหนักนาน แต่ถึงจะทุกข์แสนสาหัสแล้วสำนึกมันจะออกหรือหลุดพ้นไม่ได้ง่าย ๆ เพราะวิบากมันกันไว้ กันไว้เท่าไหร่ก็เท่าที่หลง หนักเท่าไหร่ก็เท่าที่ทำใจไว้ผิด รวมกับกรรมชั่วที่ทำมาด้วยกันกับคู่ครอง และวิบากกรรมเก่าที่เสริมเติมดอกเบี้ยเข้ามาให้ทุกข์ซ้ำทุกข์ซ้อน หลงไปปีสองปี อย่าคิดว่าจะหลุดพ้นได้ทันที มันก็ต้องทนทุกข์ไปอีกปีสองปีหลังสำนึกผิดเป็นอย่างน้อยนั่นแหละ

เปรียบเทียบง่าย ๆ กับความเห็นที่หลายคนชอบยกมาว่ามีคู่ดีมันก็ดี จริง ๆ มันไม่ดี เพราะจับมือกันควงคู่ก็คือการพากันลงต่ำแล้ว ต่ำแค่ไหนก็แล้วแต่กิเลสจะนำพา ทีนี้ตอนกลับก็เหมือนกับต้องปีนขึ้นมาจากขุมนรกนั่นแหละคุณ ตอนแรกมันหลงไง นึกว่านรกเป็นแดนสวรรค์เขาก็จูงมือกันไป แล้วกว่าจะปีนกลับขึ้นมาจุดเดิมได้นะ คือจุดที่เป็นโสดนั่นแหละ ยากแสนสาหัสเลย เพราะคู่ก็คอยฉุดรั้งไว้ ลูกก็คอยฉุดรั้งไว้ สังคมก็คอยฉุดรั้งไว้ ให้วนเวียนทุกข์ในนรกคนคู่นั่นแหละ

อ่านถึงตรงนี้แล้ว ใครจะลองลงนรกไปศึกษาก็ไม่ว่ากัน