ขึ้นอยู่กับวิธีใช้…

ผมสงสัยมานาน เวลาเห็นคนเขาตัดกระถิน ตัดกิ่งไม้แถวบ้าน เขาก็ใช้มีดตัดอ้อยธรรมดา ๆ นั่นแหละ ตัดทีเดียวขาด แต่ผมลองใช้ที่ผมมี ก็ตัดไม่ขาดแบบเขา ก็เลยไปหาซื้อมาเพิ่ม หนักบ้าง แพงบ้าง สุดท้ายก็ไม่ได้ดีขึ้น

ช่วงนี้มีโอกาสได้ลองใช้มีดตัดอ้อยของชาวบ้าน ก็พบว่า ปัญหามันไม่ใช่มีด ปัญหาคือวิธีใช้ของผมเอง มันมีจังหวะ มีน้ำหนัก การฟันที่ยังไม่เหมาะ ยังไม่ถูกหลักที่จะตัดให้ได้ตามเขา ผมก็เลยเอามีดเขาไปลองฝึกฟันจนเริ่มเข้าใจ ว่าอ๋อ มันเป็นแบบนี้ มันต้องใช้จังหวะแบบนี้

…จริง ๆ ธรรมะก็คล้าย ๆ กันนะ ผมก็เคยเห็นคนที่เขาเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าบ้าง ของครูบาอาจารย์บ้าง เอามาใช้ แต่มันก็ทื่อ ๆ ไง คือฟังแล้วแข็งมาก พอเข้าใจเรื่องมีดตัดอ้อยมันก็เข้าใจขึ้น คือเขาจำ ๆ มาใช้ เขาหยิบมาใช้เลย เขาไม่รู้วิธี ไม่รู้จังหวะ ไม่รู้กระบวนการ

เหมือนกับครูบาอาจารย์ท่านใช้ขวานเหล็ก แล้วก็วางไว้ ทีนี้ลูกศิษย์ก็ไปหยิบมาใช้ แต่ลูกศิษย์นี่เหมือนเด็กอนุบาล แล้วไปหยิบขวานของผู้ใหญ่มาใช้ คือมันก็ใช้ได้ไปตามที่มันเป็นละนะ หรือจะเรียกว่าได้ใช้ก็ว่าได้ แต่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลมันไม่เท่ากัน คือภาพมันก็ทุลักทุเล แข็ง ไม่คม ผลคือตัดไม่ได้ ดีไม่ดีสับเอาขาตัวเองเข้าไปอีก

ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยได้เอาของครูบาอาจารย์มาใช้สักเท่าไรนัก จะปรุงใหม่มากกว่า เปรียบเช่น ถ้าท่านใช้ขวาน ผมก็ศึกษาแล้วเอามาตีขวานเล็กของผมเอง เอาให้มันสมฐานะ ให้สมแรง ไม่เกินแรง ถ้าเกินแรงมันฟาดไม่ไหว แถมมันไม่ใช่ธรรมที่เรามีในตนด้วย ไอ้การจะพูดสิ่งที่จำ ๆ มานี่บางทีมันก็เสี่ยงเข้าตัวเหมือนกัน จะพูดต้องตั้งสติและอ้างอิงด้วย ไม่งั้นพูดสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ ได้แต่จำมา คนเขาเห็นท่า จะเหมือนเด็กอนุบาลถือขวานใหญ่เอา สภาพมันก็คงดูน่าเมตตามากกว่าน่าศรัทธานะ

ผมเชื่อว่ายุคนี้ต้องประมาณมาก มันไม่ mass ขนาดที่ว่าเอาธรรมะชุดหนึ่ง ประโยคหนึ่ง คำหนึ่งปล่อยออกไปแล้วมันจะได้ผลหรอก มันก็ได้ผลระดับหนึ่ง แต่มันก็ยังไม่แม่นเท่าธรรมที่ประมาณแล้วได้แสดงออกไป

ดังนั้นผมจึงเชื่อว่า ถ้าผมฝึกประมาณธรรมไปเรื่อย ๆ ก็จะเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติธรรมมากยิ่งขึ้นเหมือนการฝึกใช้มีดตัดอ้อยนั่นเอง

การประสบความสำเร็จในชีวิต

อ่านกระทู้เกี่ยวกับความหมายของการประสบความสำเร็จในชีวิต โดยมากก็หมายถึงการมีกินมีใช้อย่างมั่นคง ซึ่งในความหมายทางโลก คือ รวย นั่นแหละ

แต่ในมุมของผม ก็มีส่วนคล้ายกับเขาอยู่บ้าง คือมีกินมีใช้อย่างมั่นคง แต่ต่างกันตรงที่ผมจะปฏิบัติไปในทิศทางที่ “จน” คือเป็นคนจนที่มีกินมีใช้ไม่มีวันหมด(อาจจะขาดพร่องบ้างในบางช่วง แต่ค่ารวม ๆ โอเค) แต่แค่มีกินมีใช้ไม่มีวันหมดก็ไม่อาจเรียกได้เลยว่า ประสบความสำเร็จในชีวิต

ผมรู้สึกว่าความรวยด้วยทรัพย์ บริวาร(สามี ภรรยา ลูกหลาน ญาติมิตร สหาย) นั้นไม่มั่นคง อาจจะเพราะเป็นมุมมองที่ผมเห็นมาตั้งแต่เด็ก ความรวยต้องพยายามสร้าง บริวารต้องพยายามประคอง ผมว่ามันเหนื่อย สร้างความมั่นคงในความจนนี่มันง่ายกว่า จะเหนื่อยก็เหนื่อยแค่ใจ เพราะต้องปฏิบัติไปเพื่อการสละ ลด ละ เลิก สิ่งที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย จนพัฒนากลายเป็นคนจนที่กินน้อยใช้น้อยแต่ทำงานให้สังคมมาก สละออกมาก เอามาให้กับตัวน้อย ก็เป็นคนที่มีกำไร บุญกุศลที่ได้ทำ ก็ส่งผลให้มีกินมีใช้ไม่หมดตามผลกรรมของมันเอง

ลาภ สักการะ บริวาร ก็มีไว้เพียงเพื่อดำเนินกิจกรรมกุศล ไม่จำเป็นต้องพยายามสร้างหรือรับมาจนล้น จนเป็นภัยแก่ตนเอง แต่คนในโลกส่วนใหญ่เขาไม่เป็นเช่นนั้น เขาไม่พอเพียง เขาต้องรวยมาก ๆ โด่งดังมาก ๆ มีตำแหน่งสูง ๆ มีบริวารเยอะ ๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าต้องเสพอีกเท่าไหร่ถึงจะทุกข์จนพอใจ เพราะความจริงโลกธรรมนี่มันพาทุกข์นะ ได้มากก็ทุกข์ ได้น้อยก็ทุกข์ ถ้าปล่อยตัวปล่อยใจหมุนวนไปกับโลกธรรมนี่ยังไงมันก็ต้องทุกข์ สู้พยายามปฏิบัติให้อยู่เหนือโลกธรรมไม่ได้ อันนั้นมั่นคงกว่า ยั่งยืนกว่า สุขกว่า

ส่วนในเรื่องการประสบความสำเร็จในชีวิต ผมมองว่าถ้าเราสามารถเป็นคนที่ไม่ต้องประสบความสำเร็จอะไรเลย แม้เกิดเหตุการณ์ที่ทำอะไรไปก็ล้มเหลว ไม่เป็นที่นิยม พัง ไม่ยั่งยืน เจอแต่ปัญหาแล้วใจไม่ทุกข์ นี่ก็เรียกว่าประสบความสำเร็จแล้วล่ะ เพราะเป้าหมายในชีวิตผมคือฝึกใจไม่ให้ทุกข์ ถ้าใจเป็นสุขเมื่อได้ดั่งใจ เป็นที่นิยม สมหวัง เจริญรุ่งเรือง ฯลฯ มันจะไปยากอะไร มันไม่ต้องฝึกด้วยซ้ำ คนเขาก็เป็นกันไปทั่ว

ในวันนี้ก็ยังไม่เป็นคนที่ประสบความสำเร็จตามที่หวังเท่าไหร่ ซึ่งมันก็ยากและมันก็ไกล จินตนาการไม่ออกเหมือนกันว่าถึงตอนนั้นมันจะยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่มันก็เป็นเป้าหมายหนึ่งที่น่าตั้งจิตไว้พิชิตมัน

รับ …โดยไม่เฉไฉ แชเชือน บิดเบือน บดบัง

หนึ่งในกรรมฐานที่ผมระลึกได้เมื่อปีก่อนว่าควรปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง คือยอมให้ผู้อื่นเบียดเบียนให้ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เราฝึกไม่เบียดเบียนจนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ คือปรับกลับไปมาระหว่างปล่อยวางกับลงมือได้ดีพอสมควร

หนึ่งในการยอมให้เบียดเบียน ก็คือการถูกติ ถูกวิจารณ์ ถูกด่า ถูกเข้าใจผิด ความเบียดเบียนเหล่านั้นคือสิ่งที่เข้ามาเบียดมาบี้ความยึดมั่นถือมั่นของเรา ซึ่งสิ่งที่เข้ามาจะเป็นธรรมะก็ได้อธรรมก็ได้ ก็จะฝึกปฏิบัติไปเพื่อการยอมให้ถูกสิ่งอื่น เข้ามาขยี้ความยึดมั่นถือมั่น

ผมตั้งใจว่าถ้ามีสิ่งใด ๆ เข้ามาก็จะยินดีรับโดยไม่ปัดป้อง คือยินดีให้มันเข้ามาถึงจิตกันตรง ๆ เลย กำลังจิต(เจโต)ที่มีก็จะไม่เอามาปิดกั้นไว้ ให้มันได้เผชิญความจริงกันแบบใส ๆ เลยว่ากระทบแล้ว มันยังไง มันรู้สึกยังไง มันไปยึดอะไร

เมื่อกระทบกับเหตุการณ์แล้วจะไม่พยายามไปกดให้มันสงบในทันที แต่จะเน้นไปในการพิจารณาเหตุของความขุ่นมัวที่ฟุ้งขึ้นมาในจิต ว่ามันติดมันหลงยึดอะไร แต่ถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ ถ้ามันจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น คงต้องกดแล้วเก็บไว้ก่อน

ผมเคยเห็นคนที่ถูกวิจารณ์แล้วเฉไฉ ปัดป้อง ติอย่างหนึ่งไปเข้าใจอีกอย่างหนึ่ง ติเรื่องหนึ่งไปยอมรับอีกเรื่องหนึ่ง ติปัจจุบันไปยอมรับอดีต ถ้าโดยส่วนตัวสมัยก่อนผมก็เคยเป็นอาการนั้น คือมันอยู่ภายใต้กิเลส เวลาโดนติ กิเลสมันจะพาเฉ ไม่พาซื่อ มันอาจจะเหมือนซื่อ แต่มันจะออกเป็นซื่อบื้อ คือติมาเสียของ ติมาไม่ได้ถูกนำไปแก้ปัญหา คือไม่ได้เอามาพิจารณาจนถึงเหตุเกิด ไม่ได้เอามาทำใจในใจไปถึงที่เกิด เพราะมันถูกบิดเบือนตั้งแต่แรกแล้ว ตั้งแต่ขั้นตอนการฟังแล้ว มันเพี้ยนไปตั้งแต่ฟังแล้ว เพราะไม่มีปรโตโฆษะ สิ่งที่ฟังมันเลยบิดเบี้ยวไปจากสิ่งที่เขาพูด เพราะมันไม่ฟัง หรือฟังเขา 1/2 ฟังกิเลส 1/2 รวมกันเป็น 1 คือฟัง แต่ไม่ได้ฟังเขาทั้งหมด

ผมรู้เลยว่าถ้าเรายังไม่ยินดีรับคำติ ไม่ยินดีฟังความเห็นที่แตกต่าง เราก็จะเสียโอกาสในการพัฒนา คำติที่เขาติมามันก็เสียของ

ซึ่งผมก็เอามาประยุกต์กับตัวเองเมื่อจำเป็นต้องติคนอื่นเหมือนกัน คือดูว่าติเข้าหรือไม่ ถ้าไม่ก็เลิก เสียพลัง เสียเวลา กิเลสเขาครอบ อินทรีย์พละเขาอ่อน เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า เพราะการตินี่มันไม่ง่าย มันต้องปรุงเยอะ ต้องประมาณมาก

บางคนบอกยอมให้ติได้ แต่พอติไปแล้วไม่เข้า เฉไฉ ผมก็เลิก เมื่อผมเข้าใจดังนั้นว่าการตินี่มันไม่ได้มาง่าย ๆ ต้องทำดีมากพอ คนติเขาก็เสี่ยง และเสียพลัง จึงพยายามฝึกตัวเองให้กล้าหาญและแกร่งมากพอจะรับคำติโดยไม่เฉไฉ บิดเบือน ยอมรับความจริงในปัจจุบันเลยว่า เขาติเราที่นี่ เดี๋ยวนี้ ด้วยเหตุอะไรก็ต้องไปตรวจตัวเองดูว่าตัวเองพร่องหรือผิดพลาดอะไรแล้วก็เอาไปแก้ไข ถ้าเขาติถูกเราก็ได้แก้ไข ติผิดก็ไม่เป็นไร ก็เอามาตรวจใจทวนไปว่าเรายอมให้เขาติได้หรือไม่ แม้จะถูกจะผิดก็ตามที

เพราะสิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับเรายอมให้คนอื่นเข้ามาเบียดเบียนบดขยี้ความยึดมั่นถือมั่นของเราหรือไม่ เท่านั้นเอง

มรณสติประจำวัน

“ถ้าเราไม่เผาเขา เขาก็เผาเรา”

ผมมานั่งนึก ๆ ชีวิตก็น่าจะได้พบกับเหตุการณ์สองอย่างนี้แหละ แต่อย่างที่สองนี่เราจะไม่ได้พบแน่นอน เพราะตายไปแล้วมันไม่รู้แล้ว สรุปจึงเหลือแต่ความจริงที่ว่าถ้าเราไม่ชิงตายเสียก่อนเราก็คงจะได้เผาเขา

ก็นึกต่อไปว่า ทุกคนที่อยู่รอบตัว เขาจะจากเราไปอย่างไร แบบไหน เมื่อไหร่ คิดไปแล้วมันก็บันเทิงนะ แต่ถ้าคนกิเลสจัด ๆ จะหดหู่เศร้าหมอง ไม่อยากระลึกถึงการจากพราก ส่วนคนที่รู้สึกบันเทิง ยินดี ผ่องใสนี่น่าจะเป็นคนที่ล้างความยึดมั่นถือมั่นได้ หรือไม่ก็คนบ้าไปเลย

ส่วนเรื่องที่ว่าเขาเผาเรานี่มันไม่ต้องคิดเลย ไม่ต้องไปจินตนาการให้เสียเวลาว่าหลังตายแล้วจะเป็นอย่างไร เอาเป็นว่าก่อนตายหรือระหว่างที่กำลังจะตายนี่แหละ คือจุดที่ควรพิจารณา

ผมมีกิจกรรมสนุก ๆ ที่ระลึกถึงประจำเวลาเดินทาง คือจะตายท่าไหน แบบไหน ตอนไหน เดิน ๆ อยู่แล้วมีคนมาปล้น แล้วโดนเขาแทงตายจะเป็นอย่างไร ดูข่าวเขาฆ่ากันแบบนั้นแบบนี้ ถ้าเราโดนแล้วเราจะเป็นอย่างไร เราจะห่วงหาอะไรไหม เราจะโกรธแค้นเขาไหม ก็ปรุงไปเพลิน ๆ ระหว่างเดินทาง

ก็ตรวจใจเรื่อย ๆ ว่าเรายอมตายได้ทุกท่าทุกทางทุกนาทีไหม ถ้ามันมีกิเลส เดี๋ยวอาการก็ออกเอง ออกมาก็ตรวจหาความยึดมั่นถือมั่นนั้น แล้วก็ใช้ปัญญาคลายซะ มันก็เป็นการปฏิบัติธรรมสนุก ๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาเดินทางในแต่ละวัน

ถ้าแค่ระลึกแล้วยังมีอาการหวั่นไหว แสดงว่าของจริงไม่รอดแน่นอน ก็พิจารณาทั้งตัวเราและคนอื่นนั่นแหละนะ ซึ่งมันจะได้ปัญญาเป็นผลมาเหมือนกัน คือจะลดความประมาทลงโดยลำดับ จะเริ่มรู้ว่าอะไรเป็นสาระสำคัญของชีวิต แล้วจะค่อย ๆ ลดสิ่งไร้สาระลงไปตามปัญญาที่มีนั่นแหละ

กรรมจะคัดคนด้วยเหตุปัจจัยของมันเอง

จากที่ผมสังเกตมาหลายปี ตั้งแต่ศึกษาธรรมะมา หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป มีบางคนจากไป มีบางคนเข้ามา สังคมรอบตัวของผมเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยที่ผมไม่ได้เลือกว่าจะให้ใครเข้ามาหรือจะให้ใครจากไป มันเป็นไปของมันเอง เขาเลือกที่จะเข้ามาของเขาเอง และเขาก็เลือกที่จะเดินจากไปเอง

ผมเชื่อว่ายิ่งผมตั้งมั่นในทางธรรมมากยิ่งขึ้น การผลัดเปลี่ยนของคนก็จะไวมากขึ้นเท่านั้น คนที่ไม่จริงจังจะหายไป คนที่จริงจังจะเข้ามาตามระดับของธรรมะที่ผมมี

ผมเคยคิดเสียดาย คนที่จากไปนะ แต่ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกอย่างเดิมแล้ว เพราะเข้าใจว่าความจริงมันเป็นแบบนั้น ปัจจุบันคือสิ่งที่แสดงความจริงให้เราเห็น ว่าคนเรามีเส้นทางของแต่ละคน

ถ้าเราศึกษาธรรมจนมีความรู้ถึงระดับหนึ่งที่พอจะแบ่งปันได้ เราก็จะพยายามนำความรู้นั้นไปช่วยคน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่เราจะช่วยเขาได้ เราจะช่วยได้ก็เฉพาะแต่คนที่ยอมให้เราช่วยเท่านั้น ซึ่งเรียกว่าน้อยคน บอกกันตรง ๆ ว่าจนถึงวันนี้ ผมยังไม่สามารถช่วยใครได้เท่าที่ผมเคยหวังไว้สักคน

นั่นทำให้ผมรู้ว่า ในอนาคตผมก็ต้องเจอกับคนที่ผ่านมา แล้วก็ผ่านเลยไปเหมือนในอดีต ในวงโคจรแห่งพุทธะ ผู้ที่สามารถเกาะกระแสได้ และร่วมกันเดินทางไปในเส้นทางแห่งการปฏิบัติสู่การพ้นทุกข์นี้ ก็คงจะมีแต่ผู้ที่จริงจังเท่านั้น

ความอยากมีคู่คือความเห็นแก่ตัว

เช้านี้ผีกวีเข้าสิง ตื่นมาพร้อมกลอนมากมาย หล่นหายไปเยอะทีเดียว เก็บมาได้บางส่วน (ของพวกนี้ไม่รีบจดนี่หายจริง ๆ นะ) แล้วก็มาแต่งต่อให้จบ

เรื่อง : ความอยากมีคู่คือความเห็นแก่ตัว

อยากมีคู่สุดชั่วน่ากลัวนัก
อ้างตามหลักอ้างตามโลกอ้างศักดิ์ศรี
อ้างเหตุผลปนกลเล่ห์เห่ราคี
ดูสุนทรีย์ชี้ชักนำคนคู่เอย

แท้ที่จริงกิเลสชั่วตัวซ่อนอยู่
ทำไม่รู้ทำไม่เห็นเล่นทำเฉย
ธรรมชาติบ้างหน้าที่บ้างทำตามเคย
ท้ายลงเอยบำเรอตนด้วยอัตตา

เพราะความอยากมีคู่คือความพร่อง
ต้องสนองกองความใคร่ด้วยตัณหา
จึงสร้างเล่ห์วางค่ายกลสร้างบ่วงมา
เติมอัตตานั่นแหละความเห็นแก่ตัว

เกิดเป็นคนอย่ามัวหลงพิกลนัก
จะทุกข์หนักทุกข์เพราะรักหาเมียผัว
คล้องบ่วงเวรผูกบ่วงกรรมตรึงรัดตัว
มีแต่ชั่วทนทุกข์นานนิรันดร์เอย

……
สมัยเรียนนี่วิชาภาษาไทยผมน่าจะไม่เกินเกรด 2 เรียกได้ว่าไม่สนใจเรียนเลย เป็นวิชาที่ยุ่งยากจริง ๆ ทุกวันนี้แต่งกลอนแล้วตัน ๆ เหมือนกัน นึกคำไม่ออก ถูกบ้างผิดบ้าง เริ่มสำนึกผิดซะแล้ว :)

ปัญญาแห่งธรรม คือรางวัลของนักบำเพ็ญ

“ปัญญาแห่งธรรม คือรางวัลของนักบำเพ็ญ”

เป็นประโยคที่ได้ยินจากครูบาอาจารย์เมื่อไม่นานมานี้ และเป็นประโยคที่ตรงจริตผมที่สุด

สำหรับผมแล้ว ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกีย์สุขนั้นไร้ค่าเมื่อเทียบกับปัญญา ทุกครั้งที่ผมได้รับอะไรมา ผมก็จะสังเกตว่านั้นคืออะไร มีน้ำหนัก มีกำลังเท่าไหร่ จะใช้ประโยชน์อะไรได้ไหม พวกโลกธรรมนี่รับมาแล้วก็ต้องประมาณการใช้ให้ดี ไม่อย่างนั้นมันก็เป็นภัยเหมือนกัน แต่ปัญญานั้นต่างกัน เมื่อได้รับมาแล้วมีแต่สุข ทั้งแตกฉานในเรื่องโลกทั้งสว่างไสวในทางธรรม

ผมเองได้รับผลของการทำดีมาโดยลำดับ ในส่วนลาภสักการะทั่วไปผมก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไหร่ แต่จะดีใจเมื่อได้ปัญญาใหม่ ๆ

บางทีผมก็รู้สึกว่าตัวเองดีใจเหมือนเด็กที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่ การได้ปัญญาเพิ่มขึ้นมา เหมือนกับผมได้อาวุธใหม่ที่เอาไว้จัดการกับกิเลสของตัวเอง และยังสามารถใช้อาวุธนั้นช่วยผู้อื่นได้ด้วย หากว่าเขาต้องการ

ตั้งแต่พิมพ์บทความเผยแพร่ประสบการณ์มาจนวันนี้ คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือตัวผมเองนี่แหละ เพราะยิ่งให้มันยิ่งได้รับ ยิ่งแบ่งปันไปเท่าไหร่มันยิ่งได้มา บางครั้งได้มาเป็นชุดใหญ่ ๆ ยิ่งกว่าถูกหวย จะร้อยล้านพันล้าน…ฯลฯ ก็เอามาแลกปัญญานี้ไม่ได้ มันได้มายากมาก ผมต้องทำดีมากพอมันถึงจะได้

พอได้ปัญญาเพิ่มมามันก็ดีสิ ตัวเองก็ทุกข์น้อยลง แถมยังมีปัญญาในการอธิบายธรรมะให้ละเอียดลึกซึ้งได้มากยิ่งขึ้น มันก็เป็นประโยชน์กับตนเองและผู้อื่น

ผมก็เลยตั้งหน้าตั้งตาจะทำความดีมากยิ่งขึ้น เท่าที่จะมีปัญญาเข้าถึงความดีนั้น ๆ ซึ่งมันก็คงจะพัฒนาไปโดยลำดับละนะ แต่ก็ไม่ได้ทำเพื่อที่จะอยากได้ปัญญาเป็นรางวัลหรอกนะ ที่ทำดีเพราะมีปัญญาเห็นว่าการทำดีมันให้ผลดีมันก็แค่นั้น ส่วนปัญหาแห่งธรรมที่จะได้มานั้นก็คือรางวัลไง ได้ก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ได้ทำดีมันก็ดีถมเถแล้ว

[37] หลักการจ่ายตลาด

diary-0037-หลักการจ่ายตลาด

37. หลักการจ่ายตลาด

เวลาไปตลาด ผมจะมีกรอบความคิดในการจับจ่ายตามสิ่งที่คิดไว้ว่าจะศึกษา

ซึ่งก็อยู่ที่ว่าตอนนั้นอยากจะศึกษาอะไร หัวข้ออะไร ยกตัวอย่างเช่น ทำอย่างไรจึงจะใช้ชีวิตโดยมีค่าอาหารน้อยที่สุดแต่มีพลังมากที่สุดโดยที่ยังต้องพึ่งพาการจ่ายตลาดอยู่ ซึ่งก็เป็นหัวข้อที่กำลังศึกษาในตอนนี้ ซึ่งต่อไปอาจจะเป็น การเลือกซื้อพืชผักที่สะอาดปลอดภัย หรือ การเลือกซือสินค้ากับร้านค้าที่มีศีลธรรม หรือ การงดเว้นจากการสนับสนุนร้านค้าที่ไม่มีศีลธรรม

แน่นอนว่าบางหัวข้ออาจจะทำควบคุ่กันไปได้ แต่บางหัวข้อก็ไม่ได้ เช่นถ้าตั้งกรอบหัวข้อที่กำลังจะศึกษาว่า การดำรงชีวิตโดยพึ่งพาเฉพาะผักในสวน มันก็จะไม่ได้ไปตลาด หรือถ้าบอกว่าจะเน้นของถูกได้ปริมาณมาก แต่มันก็อาจจะไม่ได้คุณภาพและความปลอดภัย

โดยหลักการรวม ๆ ของการจ่ายตลาด คือต้องประหยัด เรียบง่าย มีคุณค่า ปลอดภัย แต่มันก็อาจจะแกว่งไปขาด ๆ เกิน ๆ บ้างตามหัวข้อที่กำลังศึกษา

ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือการทำประโยชน์ให้ชีวิต เพราะการซื้อหรือการกินสิ่งใดโดยไม่พิจารณาก่อนนั้นว่ามีประโยชน์หรือเป็นโทษ ซื้อหรือกินตามความอยาก ตามความเคยชิน หรือตามใจคนอื่น ผมว่ามันไม่เจริญ อย่างน้อยเราก็เสียโอกาสในการได้ความรู้ไป แต่ส่วนมากจะเสียโอกาสให้กิเลสทั้งนั้น

อุเบกขา พลังอันไร้ขีดจำกัด

เมื่อวานคุยกับเพื่อนเกี่ยวกับผลของสภาวะอุเบกขาที่มีต่อสังคมสิ่งแวดล้อม และจากเนื้อหาในโพสก่อนที่ผมได้ยกตัวอย่างตามความเข้าใจว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งปล่อยวางได้อย่างแท้จริงแล้ว ภาระจะตกไปอยู่กับอีกฝั่งหนึ่งทันที วางได้ก็รอดตัว วางไม่ได้ก็รับวิบากชุดที่วางไม่ได้ไป

ผมนั่งทบทวนธรรมนี้ซ้ำไปซ้ำมาจนเข้าใจอุเบกขาขึ้นอีกขั้น ซึ่งเป็นลักษณะเมื่อมีการกระทบกับสิ่งอื่น

ทำให้รู้สึกว่าจริง ๆ แล้วอุเบกขาเป็นพลังที่น่ากลัวที่สุด (สำหรับคนชั่ว) เพราะถ้าคนทำดีอย่างเต็มที่ แม้จะมีคนมาขวางดีนั้นไว้ ไม่ให้ดีเกิด แต่ถ้าปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นได้อย่างหมดตัวหมดตน พลังของอุเบกขาที่เกิดขึ้น จะเป็นตัวทะลวงได้รุนแรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

จะทะลวงก็ทะลวงคนที่มาขวางนั่นแหละ ใครขวางดีก็มีวิบากอยู่แล้ว ยิ่งขวางคนดีที่วางใจได้ 100% นี่มันหายนะชัด ๆ เลย

พอเข้าใจอย่างนี้ ผมก็ตระหนักถึงพลังของอุเบกขา แน่นอนว่าผลในท้ายที่สุดมันจะทำให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด แต่สิ่งที่ดีที่สุดมันจะแสดงออกมาเป็นเหตุการณ์อย่างไหนก็ได้ จะดีหรือร้ายก็ได้ แต่สุดท้ายจะจบด้วยดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้แน่ ๆ

แค่วางใจเรื่องไหนได้อย่างแท้จริง เรื่องนั้นก็จะไม่ทำให้เราทุกข์ได้อีก แค่นี้ก็คุ้มเกินคุ้มแล้ว และยังมีพลังที่จะมีผลด้านลบกับพลังกิเลสคนอื่นได้ หนำซ้ำยังมีพลังที่จะทะลวงผ่านวิบากกรรมที่กำลังรับอยู่ได้รุนแรงที่สุดอีกด้วย (คือก็รับกรรมนั่นแหละ แต่รับแล้วก็จบไป ไม่สร้างเพิ่ม แถมยังทำดีเป็นแรงผลักให้พ้นไว ๆ อีก มันเลยผ่านเวลาร้าย ๆ ได้ไวที่สุด)

ผมทดสอบสภาวะนี้ของตัวเองค่อนข้างบ่อย ไอ้ที่ผ่านไม่ได้ก็สู้ต่อไป ส่วนที่ผ่านได้บ้างแล้วก็จะเห็นบางสิ่งบางอย่าง เช่น เห็นเวลาที่คนเขาพยายามจะยัดเยียดความเห็นให้เรา เห็นคนที่พยายามจะข่มเรา ดูถูกเรา หรือคนที่คุยโม้ โอ้อวด มันจะเห็นเขาชัด เพราะไม่ต้องเสียเวลามาดูเราแล้ว ก็ดูแต่เขานั่นแหละ อ้อนั่นเขาอาการแบบนั้นแบบนี้ เขาเข้าใจแบบนั้นแบบนี้ มันก็จะเห็นมากกว่าที่เรามัวหมกมุ่นกับการปกป้องความเห็นของเราเอง เห็นแล้วจะยังไงต่อก็อีกเรื่อง

โดยปกติผมจะไม่เถียงสู้ใครนะ ยกเว้นจะช่วยเขาในบางประเด็น คือไม่เถียงนี่มันง่าย ตัดรอบไปเลย ไม่ต้องประมาณให้ปวดหัว แต่ถ้าจะช่วยเขา ไม่ให้เขาเข้าใจผิดนี่มันต้องประมาณมาก ต้องทบทวนให้ดี เพราะมันไม่ใช่มีได้อย่างเดียว บางทีมันเสียเยอะกว่าได้ด้วย ดีไม่ดีช่วยเขานี่แหละตัวปนกิเลสเลย คือถ้าช่วยได้นี่มันต้องช่วย แต่มันต้องไม่ปน นี่มันยากตรงนี้นี่แหละ เพราะถ้าช่วยได้แล้วช่วยมันกุศลมากกว่าช่วยได้แล้วไม่พยายามช่วย จะได้กุศลวิบากต่างกัน ตัวกุศลวิบากนี่แหละ ที่จะช่วยดึงสิ่งดีเข้ามา เช่นการได้เห็นกิเลสตัวเองก็เป็นสิ่งดี บางทีช่วยไม่เต็มแรง มันก็ดีไม่สุด มันก็ไม่ชัด มันก็ช้า ก็เลือกเอาจะขาดหรือจะเกิน มันมีวิบากทั้งคู่ ก็แล้วแต่จะเลือกรับ

ช่วงปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ มันไม่ง่ายเหมือนตอนนี้นะ มันจะไปสองทางคืออัดเขามากเกิน กับช่วยเขามากเกิน ไอ้น้อย ๆ นี่ทำไม่ค่อยเป็น คนบางคนก็มีเหมือนกัน คืออัดเขาน้อยเกิน หรือช่วยเขาน้อยเกิน มันก็ไม่พอดี แต่พอฝึก ๆ มามันก็ลงตัวมากขึ้น

แล้วช่วงหลัง ๆ ยิ่งติดใจสภาวะที่วางใจได้ เออมันเบาสบายนะ ก็ปล่อยเขาเข้าใจผิดไป ปล่อยเขาข่มเราไป ปล่อยเขาไปนรกไป ก็ไม่ได้เกลียดอะไรเขา เข้าใจเขาว่ามันเข้าใจไม่ตรงกัน แต่ถ้าจะไปบอกเขา เขาก็ดูจะไม่พร้อม เราก็ปล่อยเขาไปก่อน นี่จิตมันตั้งอยู่บนเมตตาเป็นพื้นก่อน แล้วประเมินองค์ประกอบว่าไหวไหม ถ้าไหวก็กรุณา ถ้าไม่ไหวก็อุเบกขาให้มันได้

ทีนี้พอหัดอุเบกขา พอล้างความยึดมั่นถือมั่น ล้างความไม่สบายใจ ขุ่นใจ เคืองใจที่เหลือในเรื่องนั้น ๆ ได้ มันมีปัญญาเห็นความจริงเพิ่ม เรื่องพลังอันน่ากลัวของอุเบกขานี่ก็เป็นปัญญาใหม่ที่ได้มา ผมก็เริ่มฉลาดขึ้นอีกนิดแล้วว่า …อ๋อ จะช่วยเขาเร็วที่สุดก็ต้องอุเบกขานี่แหละ ก็ยังอธิบายไม่เก่งหรอกนะ แต่มันก็ต่างจากความเข้าใจในระดับที่ได้ยินได้ฟังมา ได้ฟังมาก็รู้ตามสัญญา แต่ถ้าเข้าใจนี่จะรู้โดยปัญญาเลย

แต่คนจะเข้าใจว่าอุเบกขาคือปล่อยวางทิ้งไปเลย ผมว่ามันก็ไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียวนะ มันคือลักษณะของการปล่อยวางความยึดในขณะนั้น ๆ ภาพที่เห็นมันอาจจะเป็นสภาพคล้าย ๆ เถียงกันก็ได้ เพราะพอมีข้อมูลใหม่ ก็ต้องประมาณใหม่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขากันรอบใหม่ มันจึงเป็นสภาพที่อธิบายได้ยากเหมือนกัน

ก็เอาเถอะนะ ผมก็อยู่ในระหว่างศึกษา ใครสนใจจะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมทดลองด้วยก็ได้ ว่าคนที่กระทบกับคนที่อุเบกขาได้จริงจะเป็นอย่างไร หน้าที่ของผมก็คือวางให้ได้จริง ๆ นั่นแหละ มันก็ยากเหมือนกัน แต่ก็ต้องฝึกกันไป แต่อย่างมาลองกับผมเลยจะดีกว่า ถ้าจะให้ดีก็ไปลองกับครูบาอาจารย์ที่ท่านเห็นว่ามีฐานอุเบกขาอันสมบูรณ์ จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเพราะพลาดไปก็ตาม ก็มาแบ่งปันเรื่องราววิบากกรรมกันได้ ว่าจะออกมาอย่างไร เพราะไปกระทบกับครูบาอาจารย์นี่มันไวดีไง ถูกก็ผ่านเร็ว ผิดก็ทุกข์เร็วดี ไม่เสียเวลามาก มาลองกับผมนี่อีกนานกว่าจะเห็นผล ดีไม่ดีชาตินี้อาจจะไม่รู้เลยก็ได้ ความไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปมันถูกหรือผิดนี่แหละ ตัวทุกข์เลย ดังนั้นเพื่อความไม่ทุกข์ เราไม่ควรจะมาร่วมทดลองกันให้เสียประโยชน์ แค่มาแบ่งปันความรู้กันก็พอ แค่นั้นก็น่าจะดีกว่า

เรื่องลวงโลกอะไรบ้างที่เข้าใจผิดกันมานาน

จากกระทู้ : เรื่องลวงโลกอะไรบ้างที่เป็นที่เข้าใจผิดกันมาเป็นเวลานาน

ชอบกระทู้แบบนี้นะ เปิดประเด็นมาดี แต่ถ้าเราไปตอบมันจะหลุดโลกไปเลย 55

เรื่องที่เราลวงโลกอยู่นี่ก็พยายามจะลดๆลงไป ส่วนเรื่องที่โลกลวงเรานี่ก็เยอะเลย ยิ่งถ้าได้มาศึกษาพุทธนี่ยิ่งแบบ… อธิบายเป็นคำก็ยาก

เอาเรื่องเด็ดๆ แล้วกัน เช่น เราต้องมีคู่!, เราต้องกินเนื้อสัตว์!, เราต้องรวย!, เราต้องประสบความสำเร็จ(แบบโลกๆ)! จึงจะมีความสุขอะไรแบบนั้น

วันนี้นึกหัวข้อได้เรื่องหนึ่งตอนบ่ายๆ คือ “เราไม่จำเป็นต้องมีคู่ครอง” กะว่าจะเอาไปใส่ในหมวดคู่มือคนโสดในเพจละนะ…

ที่คิดจะพิมพ์เรื่องนี้เพราะมันลวงจริงๆ โลกเขาลวงให้เราหลงว่ามันเป็นสิ่งควรมีควรได้ควรแสวงหา ไอ้เราก็หลงเมาตามเขาอยู่กว่า 30 ปี กว่าจะโงหัวขึ้นมาได้

ในฐานความรู้ที่ผมมีตอนนี้มันก็สุดแค่นี้แหละ จะไปพิมพ์เรื่องที่มันยากกว่านี้มันก็เกินฐานะไป เอาเรื่องที่ตัวเองเข้าใจและมั่นใจที่สุดก็เรื่องโสดเรื่องคู่นี่แหละ ตอนนี้กลายเป็นเรื่องเด่นที่ถนัดแล้ว

ส่วนตัวแค่คิดว่าเรื่องกิเลสในคู่ครองนี่ก็เรียกได้ว่าพอใช้ความรู้นี้แบ่งปันได้ชั่วชีวิตแล้ว เพราะคงยากที่จะมีคนพ้นด่านนี้มาได้ (พวกหมดโควต้านี่ไม่นับว่าผ่านนะ)

แต่ก็ยังรู้สึกไม่พอใจ มันตันอยู่ฐานนี้นานละ เดี๋ยวจะพยายามพัฒนาไปเรื่อยๆ ให้มีความรู้ใหม่มาพิมพ์บทความกัน แค่คิดก็น่าสนุกแล้ว…แต่ล้างกิเลสนี่ไม่สนุกเลย~ ทุกข์สุดทุกข์ กว่าจะสุขก็นู่นนนนน หมดกิเลสในเรื่องนั้นๆ ไกลจัง~