ไม่คบคนพาล

มงคลชีวิตอย่างหนึ่งก็คือการไม่คบคนพาล สำหรับผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์ การไปคบคนพาลจะทำให้เนิ่นช้าเข้าไปใหญ่

การไม่คบคนพาลนั้นเป็นเรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องมีปัญญาแยกว่าไหนคนพาล ไหนบัณฑิต เพราะโดยมากแล้วคนส่วนใหญ่ก็ไปคบคนพาลนั่นแหละ ยิ่งศาสนาพุทธนี่ยิ่งจะมีคนพาลเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์เยอะ เรียกว่าเป็นหลุมพรางในทางพุทธเลยทีเดียว

ที่ผิดนั้นมีเยอะ ที่ถูกนั้นมีน้อย อันนี้เป็นสัจจะอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสำนักที่มีน้อยจะถูกเสมอไป ความถูกความผิดนั้นต้องเทียบเอาจากหลักฐานคือพระไตรปิฎกด้วย จากสภาวะธรรมของผู้ที่ปฏิบัติได้จริงด้วย คือต้องมีการตรวจสอบความผิดความถูกต้องกันอยู่เสมอ

เพราะถ้าไม่อย่างนั้นก็จะแยกบัณฑิตกับคนพาลออกจากกันไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านให้เลือกคบคนดี ไม่คบคนชั่ว ส่วนคนที่ยังไม่ดี ยังชั่วอยู่บ้าง จะคบไว้ก็เฉพาะเหตุที่จะช่วยเขาเท่านั้น

ส่วนตัวผมนั้น ถ้าตรวจสอบดีแล้วว่าใครสอนมิจฉา ใครทำผิดทางพ้นทุกข์ ผมก็ไม่คบ ถ้าคบอยู่ก็เลิกคบเหมือนกัน หรือถ้าใครที่ผมเคยเคารพแต่เขาดันไปคบกับคนพาล อันนี้มันก็บอกอยู่แล้วว่าเขาไม่มีปัญญาแยกดีแยกชั่ว เราก็ห่างจากเขามา

มีหลายสำนักที่ผมได้เคยศึกษา แต่ผมมักจะไม่กล่าวถึงเท่าไหร่ แต่สำนักไหนที่ผมไม่กล่าวถึงนั้นแหละ คือผมไม่อยากคบ ถ้าผมคบหาอยู่ผมจะกล่าวถึงเป็นระยะ ๆ ตามโอกาสที่เหมาะสม

ส่วนคนที่มิจฉาในสำนักที่สัมมานั้นก็มีเป็นปกติ ถึงจะเป็นสำนักที่ถูกก็ใช่ว่าจะไม่มีคนผิดเลย มันก็จะมีคนถูกอย่างสมบูรณ์เป็นส่วนน้อย แต่ค่ารวม ๆ นั้นมีความถูกต้องอยู่มาก เพราะสำคัญที่ผู้นำ

เวลาที่ผมจะศึกษาสำนักไหน ผมจะมุ่งเน้นไปที่ผู้นำ แล้วค่อยดูผู้ที่ปฏิบัติตามภายหลัง ถ้าผู้นำไม่ผ่าน ก็ไม่ต้องไปดูที่เหลือแล้ว สำนักในไทยนั้นเยอะมาก จะศึกษานานไปก็เสียเวลา

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะศึกษาแล้วจะเห็นความจริงนะ หลายคนที่เขาศรัทธาสำนักที่ผิด เขาก็ศึกษากัน ดังนั้นประเด็นไม่ใช่แค่การศึกษาแต่มันมีรายละเอียดปลีกย่อยอีก พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า จะดูว่าคนมีปัญญานั้นจะรู้ได้่โดยการคบหาศึกษากันนาน ๆ แต่เฉพาะคนมีปัญญาเท่านั้นที่จะรู้ได้ คนโง่รู้ไม่ได้ สรุปมันก็เลยไม่มีคำตอบที่เป็นผลที่ยอมรับกันได้เป็นสากลหรอก เพราะคนโง่เขาก็ว่าคนที่เขาศรัทธานั้นดี ส่วนคนมีปัญญาเขาก็เห็นว่าคนที่คนโง่นั้นศรัทธานั้นเห็นผิด มันก็ไปด้วยกันไม่ได้

สุดท้ายความเป็นพุทธก็คือการวางใจ ถ้าช่วยบอกเขาเต็มที่เท่าที่จะทำได้แล้ว ก็ปล่อยเขาลงนรกไปแบบไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะที่สุดแล้ว มันก็ช่วยไม่ได้ทุกคนหรอก ตราบโลกแตกมันก็จะมีสำนักที่เข้ามาหาผลประโยชน์จากศาสนาแล้วสอนแบบผิด ๆ อยู่วันยังค่ำนั่นแหละ ปราบสำนักนี้ไป เดี๋ยวก็มีสำนักใหม่เกิดขึ้นมาอีก คนเห็นผิดมันคนส่วนใหญ่อยู่แล้ว ดังนั้นจึงเป็นสงครามที่รบไม่มีวันจบ

ถ้าจะเอาชีวิตสงบ ก็อย่าไปคบคนพาลเลย

กาฝากโลกธรรม

ประเด็นการโหนคนดีเพื่อล่าลาภยศสรรเสริญสุขนั้นมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เคสคลาสสิกที่สุดคือพระเทวทัตที่บวชมาเพื่อแข่งดีเอาชนะพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้เริ่มต้นจากการสร้างสำนักใหม่ ใช้การกลืนกินจากภายใน ห่มผ้าเหลือง ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า สุดท้ายก็เสนอเงื่อนไขแข่งดีเอาชนะพระพุทธเจ้า

จนมีภิกษุผู้หลงผิดหลายรูปตามพระเทวทัตไปด้วย ลำบากพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไปตามกลับ สุดท้ายความจริงก็ปรากฏ …พระเทวทัตใช้การเกาะพระพุทธเจ้าดัง เพราะว่ามันง่าย มาปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า จะพูดอะไรคนเขาก็ชอบ เขาก็ศรัทธา ถ้าไม่ใช่ปัญญาระดับพระพุทธเจ้าหรือระดับอริยสาวก ไม่มีทางรู้หรอกว่าพระเทวทัตชั่วอย่างไร ปุถุชนก็หลงตามพระเทวทัตกันได้ทั้งนั้น เพราะพระเทวทัตพูดแต่สิ่งที่ดี!

เช่นเดียวกันในสมัยนี้ มีนักบวชที่บวชเพื่อแสวงหาลาภสักการะ ใช้คำสอนของพระพุทธเจ้าหาโลกธรรม มันก็ทำได้ เพราะชาวไทยส่วนใหญ่ศรัทธาพระพุทธเจ้า พอห่มผ้าเหลืองปุ๊ป พอพูดตามพระพุทธเจ้าปั๊ปเขาก็ศรัทธา หลงว่านักบวชนั้นเป็นของจริง ก็แห่ไปเคารพบูชาโดยไม่ตรวจสอบ ไปหลงเคารพศรัทธาเพียงเพราะเขาพูดเรื่อง&พูดตามพระพุทธเจ้าเท่านั้น

ในอดีตเราก็มีบทเรียนกันมาตั้งหลายครั้งว่า นักบวชที่อาศัยผ้าเหลืองหาโลกธรรมก็มีเยอะ สุดท้ายก็ความแตก จับได้สึกไป ยังเสนอหน้าในสังคมก็มี ไอ้ที่เขาจับได้แต่ยังหน้าด้านอยู่ก็มี

นับประสาอะไรกับฆราวาสที่ใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้ามาหากิน เอามาสร้างสำนักแสวงหาโลกธรรมให้ตัวเอง ให้ได้ลาภสักการะบริวาร มันมีมากมายอยู่แล้ว ความจริงมันยังไม่เปิดเผยว่าชั่ว คนก็ดูกันไม่ออก ก็แอบเสพกันไป สะสมความชั่วกันไป วันหนึ่งคนเขาจับได้ก็พังกันไป แถกันไป หน้าด้านอยู่กันไป

เช่นเดียวกันกับการเอาความดีของคนอื่นไปหากิน ไม่ต้องถึงระดับพระพุทธเจ้าหรอก เอาแค่ระดับครูบาอาจารย์หรือคนดีที่น่าเคารพบูชาทั้งหลายในสังคม ก็มักจะโดนพวกกาฝากโลกธรรมเข้ามาหาผลประโยชน์ มีทุกกลุ่มคนดีนั่นแหละ ไปตรวจสอบกันดูได้ พวกที่เข้ามาเพื่อมาเอาคุณความดีบางอย่าง บ้างก็แอบเกาะกินไปอย่างนั้น บ้างก็อยากดังเองก็แยกวงออกไป สร้างสำนักของตัวเอง

ก็ดู ๆ กันไป ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ไปหลงชื่นชนคนพาลนี่ฉิบหายยาวเลยนะ ผูกภพผูกชาติไปกับเขาอีกนานเลย ส่วนตัวผมถ้าไม่แน่ใจว่าใครดีจริง ผมไม่รีบตัดสินใจตามนะ มันต้องคบคุ้น ใช้เวลาศึกษากันนาน ๆ จนกว่าจะมั่นใจว่าคนนี้แหละของจริง ผมถึงจะตาม

ไอ้ที่แบบทำดีเอาหน้าล่าโลกธรรมผมก็เห็นมาเยอะ สมัยศึกษาธรรมะแรก ๆ นี่เรียกว่าเมาเลย โอ้โห มีแต่คนดี คนเก่งเต็มไปหมด แต่พอศึกษาไปทำไมมันเริ่มเห็นความชั่ว อ้าวคนนั้นก็ดีไม่แท้ คนโน้นก็ดีไม่แท้ มีแต่ของปลอมทั้งนั้น เอาธรรมะมาหากิน เอามาหาลาภสักการะบริวารทั้งนั้น ดีนะที่ผมไม่หลงตามคนพวกนี้ไปเพียงเพราะเขาพูดธรรมะและสรรเสริญพระพุทธเจ้า …หลงตามพวกกาฝากศาสนาไปนี่ฉิบหายเลย

คนพุทธที่คบหาคนพาลหลงตามคนพาล

เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ (มีคนนับถือศาสนาพุทธในทะเบียนบ้านเยอะ) มีคอร์สปฏิบัติธรรม มีสำนักมากมาย แต่ส่วนมากก็ตกม้าตายกันตั้งแต่แรก ตรงที่ดันไปคบคนพาล ไม่คบบัณฑิต บูชาบุคคลที่ไม่ควรบูชา (ตรงข้ามกับมงคล ๓๘)… ซึ่งไปสอดคล้องกับความเสื่อมของชาวพุทธ (หานิสูตร) ข้อ ๗ คือการทำสักการะก่อนในที่นอกขอบเขตพุทธ (ไปเคารพศรัทธาเกื้อหนุนในสิ่งที่ไม่ใช่พุทธ แม้สิ่งนั้นจะเรียกตนเองว่าพุทธก็ตามที)

…เป็นสภาพเห็นกงจักรเป็นดอกบัวแท้ๆ คือคนเห็นผิดเป็นถูก เขาก็เห็นอยู่อย่างนั้น เขาก็เชื่อว่าของเขาถูกจริง ดีจริง ตรงจริง

…ถ้าอยากรู้จริง ๆ ว่าถูกหรือผิด สมัยนี้ก็ยังมีพระไตรปิฎกให้ตรวจสอบอ้างอิงกันอยู่ ก็ขึ้นอยู่กับว่ากล้าเชื้อเชิญให้มาพิสูจน์กันได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง (เอหิปัสสิโก)