ชีวิตที่ผ่านเลยมาถึงต้นปี 2556

และแล้วก็ผ่านต้นปีมาจนถึงช่วงกลางเดือนมกราคม ผ่านวันเด็ก ผ่านวันอะไรๆที่ดูจะสำคัญในช่วงปีใหม่มาแล้ว คงจะเป็นช่วงที่ผ่อนคลายและสงบนิ่งมากขึ้น

ก่อนปีใหม่ก็ไม่มีเวลาได้ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาในปี 2555 และวางแผนในปี 2556 เลย มันดูเหมือนจะว่าง แต่พอนึกไปมันก็ไม่ว่าง มีอะไรยุ่งๆ นิดๆ หน่อยๆ เต็มไปหมด มีอะไรให้ทำตลอดเวลาจนลืมนึกไปว่าในปีนี้ยังไม่มีแผนเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไรนัก มีแต่แผนรวมๆระยะยาวเท่านั้นเอง

MonkiezGrove , Cartoon Postcard Animation

ในปีนี้ เท่าที่คิดได้ก็จะกลับมาพัฒนามังกีซ์โกรฟ (www.monkiezgrove.com) อีกครั้ง หลังจากปล่อยให้ร้างไปเกือบสองปี ซึ่งการปัดฝุ่นครั้งนี้ได้ใช้ประสบการณ์และความรู้ที่เก็บเกี่ยวมาในช่วงที่เรียนโทมาใช้ด้วย ทำให้เป็นการวางแผนการสร้างในทุกระยะเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าจะต่อเนื่อง มั่นคง และยั่งยืนกว่าเคย อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในบทบาทบ้าง ตามความเหมาะสม แต่สุดท้ายสิ่งที่ยังเป็นงานหลักของมังกีซ์โกรฟ คือ การ์ตูนน่ารัก คำนี้จะฝังลงไปในทุกๆกิจกรรมของมังกีซ์โกรฟ

ดอกทานตะวัน

อีกอย่างก็คงจะเป็นการทำอัลบั้มภาพออนไลน์ที่ DINPhoto ( photo.dinp.org ) ภาพที่ถ่ายเก็บไว้เยอะมากๆ ภาพที่ไปเที่ยวถ่ายวิว ถ่ายนู่นถ่ายนี่ ตามประสาคนบ้าถือกล้่องไปที่ไหนก็ถ่ายที่นั่น จะได้นำมาลงแบ่งปันกันให้ชมเสียที เดี๋ยวเขาจะหาว่าเราอยู่แต่บ้านไม่ได้ออกไปดูโลกบ้าง ก็ค่อยๆติดตามกันเป็นระยะๆ นะครับ จะทยอยๆ ลงไปเรื่อยๆ

ส่วนงานอื่นๆ ก็คงกลับมารับทำเหมือนเดิมหลังจากงดรับงานมาเกือบสองปี เพื่อมุ่งเน้นไปในการเรียนรู้ให้คุ้มค่าที่สุด ณ ตอนนี้เหมือนจุดที่ทุกอย่างคลี่คลาย ค่อยๆกลับมาเป็นเหมือนปกติอย่างช้าๆ สำหรับปีนี้คงได้แค่ทำตามแผนที่วางไว้ สำหรับแผนใหม่คงยังไม่คิด เอาไว้คิดปีหน้าดีกว่า ตอนนี้สะสมทุนอีกครั้งก่อนจะเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในโอกาสหน้า

สำหรับใครที่ยังไม่ได้วางแผนชีวิต ก็ลองใช้เวลานั่งคิด นั่งทบทวน นั่งคุยกับตัวเองดูก็ได้ ว่าชีวิตต้องการอะไร อะไรคือเป้าหมาย ได้มาแล้วยังไงต่อ คิดล่วงหน้าไว้ก่อน สุดท้ายค่อยสกัดด้วยคำว่า “อะไรที่จำเป็น

สวัสดี

เรียนจบ สรุปกันหน่อยดีไหม?

จริงๆก็เรียนจบมาสักเดือนหนึ่งแล้ว ทุกวันนี้ก็นั่งคิดว่าจะวางแผนจัดการกับชีวิตหลังจากนี้ยังไงดี จนมาคิดได้ว่าผมเองควรจะสรุปให้อ่านกันหน่อยดีไหมเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้รับในการเรียนโทใน 2 ปีที่ผ่านมานี้

ประเด็นคือ…

สำหรับประเด็นที่มีในหัวก็คือประสบการณ์ที่ได้รับ แล้วก็เรียนปริญญาโท MBA แล้วได้อะไร? จะพยายามรวบสองประเด็นนี้เข้าเป็นบทความเดียวกันให้ได้ซึ่งบอกตรงๆกันเลยว่าในบทความนี้ ยังคิดไม่ออก …จะเรียกว่าคิดไม่ออกก็คงจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว คงต้องเรียกว่ายังเรียบเรียงได้ไม่สมบูรณ์เสียมากกว่าเพราะทุกอย่างนั้นอยู่ในหัวหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องคิด แค่เพียงนั่งนึกแล้วเอามาเรียบเรียงเท่านั้นเอง

วันก่อน…

วันก่อนมีจดหมายจากทางบ้าน (email) เข้ามาแสดงความยินดีที่ผมได้เรียน ป โท (ผมจบแล้วด้วยนะเอ้อ) ซึ่งก็ได้ร่วมแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับการที่เคยสอบเข้าในรุ่น 21 และเวลาในการสอบที่น้อยนิด นั่นคือ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ประเด็นคือเตรียมตัวอย่างไรจึงจะสอบติด? ผมคิดว่าคนที่สนใจจะสอบหรือสมัครเรียน YMBA KU หลายคนก็คงจะเคยเห็นบล็อกผมผ่านตากันไปบ้างไม่มากก็น้อย

ตอนแรกผมเองก็ยังงงๆอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงสอบติด จนกระทั่งวันนี้ก็ยังงงอยู่ ส่วนเรื่องเรียนจบนี่ไม่งงนะครับ บอกตรงๆว่าถ้าขยันเรียน อ่านเยอะๆ หัดวิเคราะห์บ่อยๆ ที่สำคัญคือหัดเขียนครับ การเขียนจะช่วยให้เราสามารถเรียบเรียงสิ่งต่างๆได้ไวขึ้น เชื่อไหมว่าผมเรียนจบมาได้เพราะมีทักษะในการเขียนบล็อกเข้ามาช่วย จนวันนี้ผมเขียนบล็อกไปมากกว่าหลักพันบทความ มันสนุกและช่วยให้เราจำอะไรได้ดีขึ้นด้วยครับ

กลับมาที่ทำไมถึงสอบติด YMBA KU โครงการนี้และหลายๆโครงการของ ม.เกษตร เขาจะคัดคนเบื้องต้นจากคะแนนสอบครับจากนั้นก็คัดอีกทีจากความพร้อมในการเรียนด้วยการสอบสัมภาษณ์ เพราะฉนั้นจึงมีสองด่านที่ต้องทำการบ้านมาดีหน่อยครับ ผมบอกตรงๆว่าในปีหนึ่งๆ รุ่นหนึ่งๆ นั้นมีคนมาสมัครกันเยอะมาก แต่คนได้ก็ไม่เยอะด้วยเหตุแห่งอะไรก็ได้ทั้งปวง แต่ผมเชื่อว่าคนที่เตรียมตัวมาดีย่อมได้เปรียบครับ

สำหรับผมเองถ้าถามว่าทำไมถึงสอบติด จนวันนี้ผมก็ตอบว่ายังงงๆอยู่เหมือนเดิมครับ เพราะผมเองไม่ได้อ่าน ไม่ได้ติว หรือไม่ได้ทบทวนอะไรก่อนสอบเลย ใช้แต่ความรู้เก่าที่ติดตัวมาเท่านั้น น่างงไหมครับ ถ้าจะมีเหตุแห่งการสอบติดที่พอจะตอบเป็นเหตุเป็นผลได้ก็คือความรู้เก่าของผมนั่นแหละครับ ส่วนที่เหลือก็ให้เป็นความบังเอิญไปแล้วกันครับ ซึ่งคงจะอธิบายกันยากสักหน่อย เอาเป็นว่าใครที่สนใจก็ขยันๆแล้วกันนะครับ

ส่วนสรุปเรื่องเรียนก็เอาไว้… บทความหน้าแล้วกันนะยังเรียบเรียงไม่เสร็จ

สวัสดี

เรียนจบโท หางานใหม่?

หลังจากเรียนจบ ก็จะมีคำถามนี้ขึ้นมาบ่อยมาก ซึ่งผมเองก็พยายามที่จะตอบให้มันเข้าใจง่ายๆหน่อยเพราะคำตอบในมุมของผมอาจจะต่างจากคนอื่นไปมากไปนิด

เริ่มจากจุดประสงค์ในการเรียน MBA ของผมกันก่อน…

ถ้าจะถามว่าหลังจากเรียนจบจะเปลี่ยนงานไหมก็ต้องกลับมาที่จุดประสงค์ในการเรียน ผมเลือกตัดสินใจเรียน MBA จากหลายๆตัวเลือกที่ได้คัดมาแล้ว ซึ่งเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดทั้งในด้านความรู้และการขยายโอกาส ซึ่งอาชีพของผมเองก่อนหน้านี้ก็คือ Animator ซึ่งสร้างอนิเมชั่นเป็นหลัก แน่นอนว่ามีอาชีพเสริมที่สร้างรายได้อีกมากมายคงจะกล่าวถึงกันไม่ไหวต้องตามดูกันเอง

และชัดเจนว่าจุดประสงค์ของผมคือ ด้านความรู้และการขยายโอกาส ซึ่งนี่คือสิ่งสำคัญที่สุดในการเรียน การได้รับปริญญามาอัพเกรดสถานะของตนนั้นไม่อยู่ในหัวผมเลย เพราะผมเองไม่ได้คิดจะไปสมัครงานที่ไหนอยู่แล้วเพราะฉนั้นใบปริญญา ใบทรานสคริป นั้นไม่จำเป็นเลยด้วยซ้ำ

เรียนจบโท หางานใหม่ไหม?

คำถามที่ต้องตอบกันบ่อยๆ ถ้าเป็นวันนี้ก็จะตอบว่าไม่ เพราะการเรียนโทเป็นการเสริมงานเก่าอยู่แล้ว เป็นงานที่วางแผนไว้ก่อนเรียนโท และอยู่ในแผนแต่แรกแล้ว ซึ่งก็รู้ก่อนเรียนแล้วว่าจะได้่รับอะไรมาพัฒนาความสามารถ ดังนั้นเมื่อเรียนจบผมจึงตัดสินใจพัฒนางานเดิมให้เติบโตขึ้นไปเรื่อยๆจะดีกว่า แม้ตอนนี้จะยังไม่เห็นดอกผลแต่คิดว่าวันหนึ่งก็คงจะเติบโตอย่างที่ผมหวังไว้แน่ๆ

ถ้าผมคิดจะเรียน ปริญญาโทใบนี้มาเพื่อจะได้รับเงินเดือนและโอกาสในการหางานใหม่ ถ้าผมอยากทำงานในรูปแบบออฟฟิศ หรืออยู่กับองค์กร ผมก็คงไม่ตัดสินใจลาออกจากบริษัทที่เคยทำเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งผลในการเรียนโทของผมอาจจะต่างไปจากคนอื่น ซึ่งมันอาจจะดูคลุมเครือไม่ชัดเจนเหมือนการได้เลื่อนตำแหน่งเพิ่มเงินเดือน แต่ผมเชื่อว่าการนำความรู้มาใช้จริงนั้นจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากกว่าการเรียนๆสอบๆให้จบๆไปเพื่อได้รับปริญญาอย่างแน่นอน ซึ่งการเรียนปริญญาโทของผมนั้น ผมเรียนเพื่อให้ได้มาซึ่ง ความรู้และโอกาสที่มากกว่าเดิมนั่นเอง

ซึ่งนี่เป็นคำตอบของผมซึ่งอาจจะต่างไปตามแต่ละจุดประสงค์ของแต่ละบุคคล เป็นเพียงแค่ความเห็นเท่านั้นเอง…

สวัสดี

ทบทวนเรื่องราวระหว่างปี

ใกล้จะปีใหม่แล้ว ถือเป็นช่วงเวลาหยุดยาวที่จะได้คิดได้ทำอะไรหลายๆอย่าง หนึ่งในกิจกรรมที่ผมจำเป็นต้องทำนั่นคือนั่งทบทวนว่าหนึ่งปีทำอะไรไปบ้าง

สิ่งที่ทำในหนึ่งปีนั้นอาจจะอยู่ในเป้าหมายหรือไม่ได้อยู่ในเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้แล้วคงได้แต่ทำใจและวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในหนึ่งปีนี้เท่านั้นและวางแผนใหม่ในอนาคตต่อไป

To do list ปีเก่าๆ ผมทำไว้เสมอเมื่อเข้าสู่ช่วงปีใหม่ ซึ่งในช่วงสิ้นปี 2554 ผมก็จะหยิบบันทึกเก่าตอนต้นปี 2554 ที่เคยเขียนไว้มาดูอีกครั้งว่าเคยทำอะไรไปบ้าง อะไรบ้างที่หลงลืม อะไรบ้างที่หล่นหายไป ซึ่งต่อจากนี้คงต้องคิดกันว่า สิ่งที่เคยประเมินไว้ว่าตัวเองน่าจะจำได้ แล้วทำไม่ได้นั้นควรจะปรับปรุงอย่างไร..

และจากที่ดูแล้วคิดว่าผมคงต้องให้เกรด C แก่ตัวเอง เพราะงานหลายๆอย่างที่ได้วางไว้ ไม่ได้ตามเป้าหมายเลยแม้แต่น้อย ซึ่งก็ไม่อยากโทษว่าติดเรียน หรือป้ายความผิดให้กับน้ำท่วม เหตุจริงๆนั้นก็เพราะผมประเมินสถานการณ์ไว้ผิดตั้งแต่แรกนั่นเอง…

สำหรับใครที่ยังไม่เคยลองทำเป้าหมายของตัวเองไว้ ปีใหม่นี้ก็ลองดูก็ได้นะครับ เริ่มจากการทบทวนเรื่องราวเก่าๆก่อนเพื่อที่จะได้เป็นพื้นฐานในการตั้งเป้าในปีต่อๆไปของตัวเอง ส่วนเป้าหมายของใครจะท้าทายแค่ไหน ก็ขอให้ทำได้สำเร็จแล้วกันนะครับ

สวัสดี

น้ำท่วม ปัญหาน้ำท่วมและสาเหตุน้ำท่วม

ก่อนอื่นก็ต้่องบอกกันเลยว่าสิ่งที่เห็นในตอนนี้ กับเหตุการณ์น้ำท่วมนั้นมีหลายความรู้สึกมากมายเหลือเกิน ซึ่งจะบอกว่ามันแย่มากก็คงจะใช่ แต่ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ล้ม ดังนั้นเราจึงต้องสู้กันต่อไป

ขอเอาใจช่วยพี่น้องชาวไทยทุกท่านที่กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมในขณะนี้ให้เอาตัวรอดปลอดภัยไปได้ สำหรับทรัพสินนั้นก็ขอให้เสียน้อยที่สุดเท่าที่จะเสียได้ โดยมุ่งรักษาชีวิตและความมั่นคงในอนาคตเป็นสำคัญ

ปัญหาน้ำท่วม

ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายภาคส่วน หลายจังหวัดในประเทศไทยตอนนี้เป็นปัญหาที่รุนแรงและจำเป็นต้องหาทางแก้ไขกันอย่างรวดเร็ว แต่แน่นอนว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นในจุดใดจุดหนึ่งหรือทีละจุด แต่มันเกิดพร้อมๆกัน ดังนั้นการคาดหวังความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐนั้นควรจะคิดเป็นอย่างหลัง ซึ่งในสถานะการณ์ที่จำเป็นต้องแก้ปัญหา เราจำเป็นต้องมุ่งไปที่ตัวปัญหา นั่นคือน้ำท่วม

น้ำท่วมแล้วจะแก้อย่างไร เช่นบ้านจมไปหมดแล้ว ณ จุดนี้ขอให้ทำใจให้สบาย นึกว่าต่อไปจะทำอย่างไรดี ดีกว่าที่จะคิดว่าจะเสียอะไรให้นึกว่าต่อไปแล้วเราเหลืออะไร แล้วจะได้อะไรได้บ้าง เพราะน้ำท่วมฝนแล้งนี่ต่อให้เป็นเทวดาผู้วิเศษมาจากไหน เป็นใครก็คงจะช่วยแก้ทันทีไม่ได้ ดังนั้นควรจะคิดต่อไปว่า หลังจากน้ำลดจะวางแผนอย่างไรดี เพราะน้ำท่วมครั้งนี้เป็นสัญญาณให้คนไทยเรารู้สึกตัวเสียทีว่าเรากำลังจะเผชิญกับอะไร เราควรป้องกันอย่างไร

ป้องกันน้ำท่วม

ผมเคยได้ยินว่าชาวไทยนั้นมี รูปแบบการป้องกันน้ำท่วมที่ดีอยู่แล้ว นั่นคือบ้านที่มีใต้ถุน แน่นอนว่าบ้านในสมัยนี้นั้นแทบจะไม่หลงเหลือเค้าโครงไทยอยู่แม้แต่น้อย เราใช้แบบบ้านสมัยใหม่ ซึ่งถ้าน้ำมันท่วม ก็โดนแน่นอนอย่างบ้านผมเองก็คงจะไม่รอดเหมือนกัน ปัญหาน้ำท่วมนั้นสร้างความเสียหายได้มากมายนัก ซึ่งขอบเขตความเสียหายนั้นก็จะใหญ่ และเกินจะควบคุมได้ เพราะปริมาณน้ำนั้นไม่ได้มาจากน้ำมือมนุษย์แต่มาจากธรรมชาติ

สำหรับการเกษตร ผมเคยได้ยินว่ามีข้าวที่ต้นยืดยาวได้ตามระดับน้ำ นั่นหมายถึงว่า มันจะเจอน้ำท่วมแค่ไหนมันก็จะรอดได้ แน่นอนว่าข้าวพันธุ์นี้ไม่ได้ถูกปลูกเท่าไรนักเพราะผมได้ยินว่ามันเป็นข้าวนาปี ปลูกได้ปีละครั้ง แต่จากประสบการณ์และความรู้ในการพัฒนาพันธุ์ทำให้ผมรู้ว่า มันสามารถเอามาผสมกับข้าวที่มีลักษณะเด่นอื่นๆให้มันดีขึ้นได้ ซึ่งเหมาะกับยุคแห่งหายนะนี้แน่นอน

ส่วนการใช้กระสอบทรายป้องกันน้ำท่วมนั้นเป็นวิธีที่ดี แต่ผมเองก็ยังคิดว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แน่นอนว่ามันต้องใช้ แต่ถ้าหากเราไม่คิดนวัตกรรมเพื่อป้องกันน้ำท่วมใหม่ เราอาจจะลำบากตอนน้ำมาอีกทีก็ได้ เพราะกระสอบทรายเนี่ยมันก็ไม่ใช่ของที่จะหากันได้ง่ายๆ ตอนน้ำท่วมหรอกนะครับ เพราะใครๆก็ต้องการ ดังนั้น การป้องกันน่าจะมีทางอื่นที่เข้ามาเสริมด้วย

สาเหตุที่น้ำท่วม

เราอาจจะเห็นว่าฝนตกหนัก พายุพัดเข้าตลอดทำให้มีปริมาณน้ำฝนและน้ำในดินมากทำให้น้ำท่วม แต่นั่นเป็นแค่ผลกระทบปลายเหตุ ทำไมฝนจึงตก ทำไมจึงมีพายุ ทั้งๆที่เมื่อก่อนในภูมิภาคเราไม่ได้มีพายุบ่อยขนาดนี้

สิ่งที่ผมคิดอยู่ตอนนี้คือปัญหาโลกร้อน การตัดไม้ทำลายป่าทำลายสมดุลที่เคยมี แต่นั่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงสู่สมดุลใหม่ ที่ผมหมายถึงคือ สิ่งที่เราเจอกันอยู่ทุกวันนี้ พอถึงจุดหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่เกิดทุกปี ทุกเดือน หรือทุกวันก็เป็นได้ ซึ่งใครที่สามารถปรับตัวและปรับวิถีชีิวิตตามสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปได้นี้ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าคนปรับเปลี่ยนไม่ได้ก็ลำบากหน่อย

ส่วนจะไปเรียกร้องให้ทุกคนรักโลก ดูแลโลก ผมว่าตอนนี้ไม่ทันแล้วแหละครับ ดอกผลแห่งเทคโนโลยีและความเจริญในอุตสาหกรรมกำลังย้อนกลับมาเล่นงานเรา ซึ่งมันก็รวดเร็วและถี่ขึ้นเรื่อยๆ ผมเองไม่สนใจว่าชาติไหนจะปล่อยสาร หรือก๊าซมากกว่ากันเพราะจริงๆแล้วเราก็ใช้อากาศเดียวกันทั้งโลก ดังนั้นการจะเกี่ยงว่าฉันทำฉันเก็บ เธอทำเธอเก็บก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่เป็นผลดีกับโลกนัก การปรับทัศนคติของคนหมู่มากนั้นยาก ดังนั้นปรับเปลี่ยนวิถีชีิวิตของตนเองรับกับสภาพที่เจอนั้นน่าจะง่ายกว่าเยอะ

สุดท้ายขออวยพรให้ทุกท่านโชคดีปลอดภัย

สวัสดี

To do list กับการควบคุมชีวิต

เหมือนว่าตอนนี้วิถีชีิวิตของผมจะหลุดไปจากที่เคยพอสมควร ช่วงสามเดือนมานี่ไม่ได้เขียน To do list หรือรายการสิ่งที่จะทำในแต่ละวันเหมือนก่อน ทำให้บางวันนั้นดูว่างเปล่าเกินจะจินตนาการ

ผมเป็นคนที่ชอบวางแผนในแต่ละวัน ซึ่งก็มักจะทำตามแผนที่วางไว้อย่างหลวมๆ คือมีแนวทางในแต่ละวันนะ แต่จะเสร็จไม่เสร็จนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆมากมาย เพราะบางทีก็ไม่ได้ว่างทั้งวัน หรือมีเหตุการณ์อะไรเข้ามาเสมอๆ ทำให้ทำตาม To do list ไม่ได้ ซึ่งช่วงหลังๆก็เลยไม่ได้เขียนเหมือนเคย

ปัจจุบันได้ค้นพบแล้วว่าถ้าผมไม่เขียน To do list ไว้บ้าง ชีวิตในแต่ละวันก็มีโอกาสล่องลอยไปตามลมฟ้าอากาศได้มากพอสมควรเลย ความขยันที่เคยมีเมื่อก่อนถูกพัดพาให้ไกลออกไปด้วยลมเย็นๆ ตอนบ่ายแก่ๆ ซึ่งตอนนี้ผมพยายามตั้งสติและกลับมาเป็นตัวเองอย่างที่เคยเป็นอีกครั้ง เพราะนอกจากงานที่กองสุมมากมายแล้วยังมีเรื่องเรียนซึ่งเป็นเรื่องที่รอไม่ได้อยู่อีกด้วย

ใครมีอาการแบบผมแนะนำให้วางแผนชีวิตโดยเขียน To do list ไว้บ้างนะครับ แม้ว่าจะเป็นระยะสั้นแต่ก็ดีกว่าเราไม่ได้วางแผนอะไรเลย

สวัสดี

To do list

To do list คือการจดบันทึกย้ำเตือนสิ่งที่ต้องทำ ควรจะทำ หรือน่าจะทำ…

การจดนั้นสามารถป้องกันการลืมได้อย่างดี โดยเฉพาะคนลืมง่ายแบบผม โดยปกติแล้วก็จะจดสิ่งที่ต้องทำประจำวันไปในกระดาษแผ่นเล็กๆเสมอๆ เพื่อป้องกันการลืม เพราะการออกจากบ้านแต่ละครั้งมันมีเหตุการณ์ชวนให้หลงลืมจุดประสงค์ที่ตั้งใจไว้จริง หรือแม้แต่การทำงานในบ้าน หรืองานที่ต้องทำในช่วงนั้นๆ ผมก็จะทำ to do list ไว้เสมอ

dinh-to-do-list

นี่เป็น to do list สำหรับงานที่ต้องทำตลอดครึ่งปีแรกของปี 2553 นี้จริงๆอยากเขียนให้หมดทั้งปี แต่แบ่งเป็นสองช่วงไว้ก่อนดีกว่าเผื่ออะไรจะเปลี่ยนแปลงไปได้ สำหรับแผนในครึ่งปีแรกนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการทำเวปไซด์ใหม่ และวาดโปสการ์ดใหม่ๆซึ่งดูแล้วก็เหมือนกับปีก่อนๆ แต่ในส่วนของเวปไซด์นั้น ผมมุ่งเน้นไปทางเวปเครือข่าย เพื่อจะได้ปั้นเวปไซด์ที่สามารถสร้างรายได้ในเวลาต่อๆไป ซึ่งจะนำพารายได้รายเดือนแบบต่อเนื่องมาสู่ผมนั่นเอง(คิดไปว่าอย่างนั้น)

จริงๆแล้วสำหรับแผนการเวปไซด์ของผมนั้นไม่มีอะไรการันตีว่ามันจะสร้างรายได้ให้รุ่งเรืองได้เลย เพราะมันเหมือนเป็นกาีรเสี่ยงล้วนๆ แถมเป็นการลงทุนด้วยเวลาที่ให้ผลตอบแทนช้ามากๆ ยกเว้นแต่ผมจะมีความสามารถในการสร้างเม็ดเงินจริงๆ

จริงๆแล้วผมกำลังลองเสี่ยงดูกับความสามารถที่ผมมีอีกครั้งครับ ผมเองไม่แน่ใจนักว่าผมเก่งหรือเชี่ยวชาญด้านไหนกันแน่ เพราะลองไปจับอะไรแล้วมันก็ดูสนุกและน่าเรียนรู้ไปซะหมด ผมเองไม่เลือกที่จะเรียนรู้อย่างใดอย่างหนึ่งให้เก่ง และแน่นอนความคิดของผมแบบนั้นมันไม่ดีเอาซะเลย เพราะว่าการไม่เก่งด้านใดด้านหนึ่งจะทำให้การหางานลำบากนิดหน่อย และดูอนาคตจะลำบากมากตามไปด้วย

แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่า ผมน่าจะมีเวลาอย่างน้อย 4 – 5 ปีก่อนที่ผมจะต้องเลือกเส้นทางหลักของชีวิตอีกครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป ก่อนที่ผมจะต้องเริ่มแบกรับภาระในชีวิตด้วยตัวเองทั้งหมด ผมควรจะเสี่ยงเรียนรู้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นี่คือก้อนความคิดของผมที่เป็นแนวทางในการเรียนรู้ในปีที่ผ่านๆมาและปี 2553 นี้นี่เอง

สวัสดี