[9] ฝนตก น้ำเชี่ยว คลองลึก

diary-0009-ฝนตก-น้ำเชี่ยว-คลองลึก

9. ฝนตก น้ำเชี่ยว คลองลึก

ช่วงวันสองวันก่อน มีฝนตกเกือบทั้งวัน ตกกันทีก็นาน อย่างวันก่อนก็ตกตั้งแต่ตี 3 จนเกือบ 10 โมง

บ้านที่ผมอาศัยอยู่นั้นก็สร้างอยู่ริมคลอง แต่ก็ไม่ได้ติดกันหรอก คลองนี้เป็นคลองที่ลึก เพราะจากตัวบ้านจะลงไปคลองนั้นมีความสูงประมาณ 7 เมตร ไม่เหมือนกับบ้านริมคลองทั่วไป

ผมก็เคยสงสัยว่าทำไมมันต้องสูงขนาดนี้ อยู่ที่นี่มาสามปีแต่ก็ไม่เคยมาอยู่ในช่วงเวลานี้เลย

ซึ่งครั้งนี้ก็ได้คำตอบว่ามันสูงไปตามน้ำที่ไหลมา อย่างวันก่อนที่ฝนตกนาน น้ำขึ้นสูงจากเดิมมาประมาณ 3 เมตร จากที่เคยเดินเสมอเข่า กลับสูงท่วมหัว และลดลงจนระดับน้ำเท่าเดิมภายในวันต่อมา

ในปี 2554 ที่น้ำท่วมใหญ่นั้น เขาว่าน้ำมันสูงถึง 7 เมตรเลย คือสูงประมาณบ้านผมนี่แหละ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้สร้างบ้านนะ ยังไม่ได้มาอยู่ที่นี่ แต่คิดว่าถึงจะท่วมเหมือนเดิมอีกก็น่าจะไม่มีปัญหา เพราะไม่ใช่น้ำท่วมขัง คือมันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ท่วมเร็วก็ลดลงเร็ว อย่างที่มันเป็นในวันนี้ เมื่อวานสูงสามเมตร วันนี้เหลือประมาณเมตรเดียว..

เสียใจเพราะเสียผลประโยชน์?

จากข่าว ยังไงก็ไม่รอด หมูนับพันถูกช่วยเหลือจากน้ำท่วมจีน ส่งตรงถึงโรงเชือดทันที

จีนน้ำท่วม หมูจมน้ำ เจ้าของเสียใจ….แต่ถ้าขายได้ก็โล่งใจ

เขาคงเสียใจที่ขาดทุนละมั้ง ที่โล่งใจก็คงเพราะไม่ขาดทุน(กำไร?)มากเกินไป… เอานะ อย่าไปเดาใจเขาเลย

คนที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับหมูก็คงมีจิตใจหวั่นไหว ถ้าไม่มีหมูให้ขายเขาคงหวั่นไหว ถ้าคนทั่วไปไม่มีหมูให้กินเขาก็คงหวั่นไหว เพราะจิตไปอุปาทานว่าเนื้อหมูนี่หนอ เป็นของกิน เป็นของควรกิน เป็นของควรได้ ควรมีในชีวิต

จิตมันก็ผูกพันไปกับหมูกับเนื้อหมู เลยเกี่ยวข้องไปกับการกักขัง ข่มขืน ฆ่า ชำแหละ ขาย ซื้อ กันอยู่นี่แหละ ทุกข์สุดทุกข์เลย ทุกข์ทั้งหมู ทุกข์ทั้งคนเลี้ยง คนฆ่า คนกิน ไม่เห็นจะมีประโยชน์กับใคร…

ทบทวนเรื่องราวระหว่างปี

ใกล้จะปีใหม่แล้ว ถือเป็นช่วงเวลาหยุดยาวที่จะได้คิดได้ทำอะไรหลายๆอย่าง หนึ่งในกิจกรรมที่ผมจำเป็นต้องทำนั่นคือนั่งทบทวนว่าหนึ่งปีทำอะไรไปบ้าง

สิ่งที่ทำในหนึ่งปีนั้นอาจจะอยู่ในเป้าหมายหรือไม่ได้อยู่ในเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้แล้วคงได้แต่ทำใจและวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในหนึ่งปีนี้เท่านั้นและวางแผนใหม่ในอนาคตต่อไป

To do list ปีเก่าๆ ผมทำไว้เสมอเมื่อเข้าสู่ช่วงปีใหม่ ซึ่งในช่วงสิ้นปี 2554 ผมก็จะหยิบบันทึกเก่าตอนต้นปี 2554 ที่เคยเขียนไว้มาดูอีกครั้งว่าเคยทำอะไรไปบ้าง อะไรบ้างที่หลงลืม อะไรบ้างที่หล่นหายไป ซึ่งต่อจากนี้คงต้องคิดกันว่า สิ่งที่เคยประเมินไว้ว่าตัวเองน่าจะจำได้ แล้วทำไม่ได้นั้นควรจะปรับปรุงอย่างไร..

และจากที่ดูแล้วคิดว่าผมคงต้องให้เกรด C แก่ตัวเอง เพราะงานหลายๆอย่างที่ได้วางไว้ ไม่ได้ตามเป้าหมายเลยแม้แต่น้อย ซึ่งก็ไม่อยากโทษว่าติดเรียน หรือป้ายความผิดให้กับน้ำท่วม เหตุจริงๆนั้นก็เพราะผมประเมินสถานการณ์ไว้ผิดตั้งแต่แรกนั่นเอง…

สำหรับใครที่ยังไม่เคยลองทำเป้าหมายของตัวเองไว้ ปีใหม่นี้ก็ลองดูก็ได้นะครับ เริ่มจากการทบทวนเรื่องราวเก่าๆก่อนเพื่อที่จะได้เป็นพื้นฐานในการตั้งเป้าในปีต่อๆไปของตัวเอง ส่วนเป้าหมายของใครจะท้าทายแค่ไหน ก็ขอให้ทำได้สำเร็จแล้วกันนะครับ

สวัสดี

เรื่องเล่าลุยน้ำ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้รับรู้เรื่องน้ำท่วมตามแหล่งข่าวสารมากมาย แน่นอนว่าผมเองมีความเสี่ยงด้วยเหมือนกัน แต่ก็คงไม่มีใครอยากโดนน้ำท่วมเป็นแน่

ก่อนอื่น…

นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบเดือนที่แล้ว ผมลังเลที่จะพิมพ์เรื่องนี้ออกมา เพราะไม่รู้จะเรียบเรียงยังไง เพราะมันเป็นเรื่องราวของหนึ่งวันที่อัดแน่นไปด้วยเหตุการณ์มากมายจนผมไม่คิดว่าเวลาหนึ่งวันจะสามารถมีเรื่องราวผ่านมาในชีวิตผมได้เข้มข้นขนาดนี้

หลายคนได้เห็นน้ำท่วมจากในทีวี ภาพในอินเทอร์เน็ต ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ สิ่งนั้นก็คล้ายๆกับเราดูละครนั่นแหละ มันผ่านประสาทสัมผัสของเราได้เพียงแค่ 2 ใน 5 นั่นคือตาดูหูฟังนั่นเอง สำหรับความเข้าใจนั้นก็ตามประมาณ 2 ใน 5 นั่นแหละการจะเข้าใจคนที่เขาประสบอุทกภัยจริงๆ ถ้าไม่ได้ลงไปรับทุกประสบการณ์เหมือนกันกับเขาคงจะพูดไม่ได้เต็มปากว่าเข้าใจ…

เรื่องมันมีอยู่ว่า

แน่นอนว่า คนเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก ผมเองก็มีญาติ กระจายอยู่ตามมุมต่างๆของกรุงเทพ และปริมณฑล ซึ่งก็อยู่ในเขตเสี่ยงน้ำท่วมทั้งนั้น เช่น ดอนเมือง รังสิต จนกระทั่งนนทบุรี การที่มีคนที่ผูกพันกับเราอยู่ใต้ภาวะความเสี่ยง เราก็คงจะไม่สามารถกินอิ่มนอนหลับได้ตามปกติ ความเป็นห่วงนั้นเหมือนเชือกดึงรั้งระหว่างคนหนึ่งถึงอีกคนหนึ่ง นั่นคือความสัมพันธ์ เอาง่ายๆเรียกกันว่าร่วมทุกข์ การร่วมทุกข์ร่วมสุข ถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติของคนที่มีความผูกพันกัน

เมื่อน้ำท่วมถึงดอนเมือง มีญาติบางส่วนอพยพหนีน้ำมาที่บ้านผม แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังอยู่ ส่วนจะอยู่ด้วยเหตุผลอะไรนั้น ผมขอละไว้ในฐานที่ไม่เข้าใจ เพราะแต่ละคนมีความจำเป็นและความห่วงกังวลไม่เหมือนกัน ผมไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นคิดได้ทั้งหมด สิ่งที่ผมต้องทำคือเตรียมตัวเตรียมใจในลำดับต่อไป นั่นคือการเข้าไปช่วย หรือส่งความช่วยเหลือเข้าไปในจังหวะที่เกินใจ (ของใคร) จะทนไหว..

และแล้ววันหนึ่งเมื่อถึงเวลาผมก็ได้่รับสัญญาณไว้ ให้เข้าไปช่วยอพยพออกมาได้แล้ว ผมเองรอความคิดนี้มานานแล้ว เพราะถ้าคนเขาคิดว่าไหวเขาจะทน แต่เมื่อเขาคิดว่าไม่ไหว เราก็จะช่วยนั่นไม่ใช่ปัญหา การเดินทางของผมจะเริ่มตั้งแต่จุดนี้…

เริ่มเล่าลุยน้ำ…

การเดินทางของผมในวันนี้ รายละเอียดเยอะมากจึงขอแนบแผนที่ เผื่อว่าดูแล้วจะเห็นภาพมากขึ้น

แผนที่เดินทางลุยน้ำ

ผมเริ่มต้นกับวันที่ฟ้าฝนเป็นใจอากาศค่อนข้างดี ผมตื่นสายนิดหน่อยเพราะติดตามข่าวสาร ถึงเกือบเช้า และทานอาหารเช้าไปนิดหน่อยเพื่อรองท้อง ไม่นานนักมีข่าวมาว่าต้องออกไปช่วยพี่สาวอพยพที่ดอนเมือง ซึ่งก็พ่อก็มารับและออกไปด้วยกันทันที ภารกิจนี้ผมดำเนินเรื่องไปพร้อมกับพ่อครับ

1.ผมเริ่มเดินทางจากบ้าน มุ่งหน้าไปจอดรถที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ซึ่งตอนนั้นน้ำยังไม่ท่วมครับ ไปจอดรถทิ้งไว้เพราะไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ซึ่งต่อจากนี้เราจะเดินทางต่อกันด้วยแท็กซี่ครับ

2.เรานั่งแท็กซี่จาก ม. เกษตร ไปให้ไกล้ดอนเมืองมากที่สุดเท่าที่จะไปได้ พี่แท็กซี่แกส่งแถวๆ สะพานเข้าสนามบินในประเทศนั่นแหละครับ แล้วเราก็ลงและเดินต่อเพื่อที่จะไปที่ป้ายรถเมล์เพื่อขึ้นรถเมล์ต่อ

3.เราขึ้นรถเมล์ได้ในระยะทางไม่ไกลนักก็ต้อง แต่ก็ยังดีกว่าเดิน เพราะไม่รู้เลยว่าถ้าไม่มีรถเมล์เราจะนั่งอะไรได้ เรารู้แค่เป้าหมายเท่านั้น แต่วิธีนั้นคงได้แต่งมๆไปตามทาง

4. เมื่อลงจากรถเมล์ก็ต้องขึ้นรถทหาร ซึ่งรถทหารสูงมาก พี่ทหารเขาจะมีเก้าอี้ให้ปีน แต่ผมก็ว่ายากอยู่ดี นี่มองจากคนตัวสูงช่วงขายาวยังว่ายาก แล้วคนตัวเล็กๆก็คงจะยากกว่าแน่นอน แต่ด้วยความจำเป็นและทางเลือกที่มีไม่มาก เราจึงเห็นผู้คนหลากหลายในรถทหารคันนี้ครับ

5. รถทหารมาส่งถึงปากซอย เข้าหมู่บ้านของพี่สาว ซึ่งเราลง ณ จุดนี้ รถทหารมุ่งหน้าต่อไปทางรังสิต เพื่อส่งคนให้ถึงยังที่หมายต่อไป ส่วนพวกผมก็เดินเข้าซอยครับ แต่เมื่อกำลังเดินไปถึงหน้าปากซอยเราเห็น รถใหญ่ๆ คล้ายๆรถดับเพลิงกำลังมุ่งหน้าเข้าไปในซอยครับ ซึ่งผมก็ถามเขาเรื่องเส้นทาง สรุปว่าเราติดรถเขาเข้าไปได้ครับ เพราะผ่านทางที่ผมจะลงพอดี

บนรถดับเพลิงคันนี้มีผู้คนมากหน้าหลายตา หลายคนทักทายกันยิ้มให้กันแม้ว่าจะไม่รู้จักกัน ผมกับพ่อดูจะเป็นคนที่ดูแปลกไป นั่นอาจจะเพราะความสดใหม่ ซึ่งต่างกับคนที่อยู่บนหลังคารถที่ดูเปียกและเหนื่อยอ่อน ผมคิดว่าเขาคงเข้าออกช่วยคนกันหลายรอบแล้วเลยเป็นอย่างที่เห็น เพราะรถดับเพลิงที่ผมนั่งนั้นคือรถที่ช่วยขนคนจากด้านในซอยออกมาครับ ซึ่งตอนขาเข้าไปในซอยรถจะว่าง เราเลยติดไปได้ครับ

ระหว่างที่นั่งบนหลังคารถดับเพลิงที่วิ่งผ่านไปอย่างช้าๆ ผมได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ผมได้กลิ่นน้ำ และเสียงรถที่วิ่งผ่านน้ำ แม้ว่าสองข้างทางจะมีคนเดินออกมาตลอด แต่ทุกอย่างดูเงียบ..เหลือเกิน

ผมมองไปที่คนที่บ้านอยู่ข้างทาง เป็นบ้านเช่าเล็กๆแบ่งเป็นล็อคๆที่ติดถนน บนชั้นสองของเขามีแค่ระเบียงที่ติดกับถนน บนระเบียงมีข้าวของบางอย่างที่เอาขึ้นมาวางหนีน้ำรวมทั้งสุนัขและจักรยาน… มีคำทักทายจากคนบนรถดับเพลิง และคำตอบที่ได้ยินก็ประมาณว่า “ไม่รู้จะอพยพไปไหน นี่ก็ขอเขาขึ้นมาอยู่” ครับ ที่ผมเห็นคือผู้อพยพจากชั้นล่างขึ้นมาชั้นบน เขาไม่ได้สบายกันอย่างที่ตาเห็น น้ำเสียงที่ได้ยินบอกให้รู้ว่า ไม่รู้ ไม่รู้ เขาไม่รู้อะไรทั้งนั้น ไม่รู้ว่าจะไปไหน ไม่รู้ว่าน้ำจะลดเมื่อไหร่ และไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากรอให้มันผ่านพ้นไปเสียที

จนวันนี้ผมไม่รู้ว่าป่านนี้พวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง เพราะเมื่อด้านในอพยพกันออกมาแล้ว อาจจะมีรถหรือคนวนเวียนผ่านมาน้อยลง และถ้าน้ำขึ้นอีกก็คงจะมีแต่เรือที่ผ่านได้ คงจะลำบากกันไม่น้อย ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีคนที่ลำบากและไร้ทางออกมากเท่าไหร่ ในกรุงเทพฯ

6. ผมมาสุดทางของการนั่งรถดับเพลิงและลงเดินต่อไปอีกประมาณ 300 เมตร มันเป็น 300 เมตรที่ไกลมากๆ  เพราะต้องเดินบนน้ำที่สูงระดับน่องจนเกือบถึงเอวผมในบางจุด และเดินมาจนถึงบ้านพี่สาวที่อยู่ในหมู่บ้านด้วยความกังวลเล็กน้อย ว่าถ้าบ้านไหนไฟรั่วผมจะได้รู้ตัวก่อนจะตายรึเปล่า หรือเดินผ่านปุ๊ปตายปั๊บอะไรแบบนี้ เพราะน้ำนั้นท่วมเกือบถึงระดับพื้นบ้านแล้ว ซึ่งบางบ้านก็ยังเปิดน้ำพุหน้าบ้านอยู่เลยแม้จะน้ำท่วมก็ตาม

ผมเห็นสายตาของคนในหมู่บ้านมองด้วยท่าทางไม่เป็นมิตรสักเท่าไรนัก อาจจะเพราะด้วยความเครียดหรือความระแวงคนแปลกหน้าก็ได้ แน่นอนว่าในภาวะเช่นนี้ใครๆก็สามารถเป็นโจรได้ง่ายๆ เพราะข้อมูลข่าวสารที่เราได้รับ ทำให้เรามองเป็นอย่างนั้นจริงๆ

สุดท้ายเมื่อมาถึงก็จัดการอพยพ ยังดีที่พี่สาวมีเรือเล็กๆที่ต่อด้วยท่อพีวีซีและฟิวเจอร์บอร์ดอยู่ในบ้าน ทำให้เราใส่เด็กๆ 8,3 ขวบไว้ในเรือได้ (ตอนแรกผมเตรียมใจไว้แล้วว่าต้องอุ้่มออกไป) แน่นอนว่ามันดีกว่าที่คิดไว้ เพราะการลากเรือนั้นทุ่นแรงไปได้มากทีเดียว เด็กๆยังสนุกอยู่บ้าง นั่นก็ถือว่าดี เพราะถ้าเด็กๆงอแงแล้ว ผู้ใหญ่อาจจะเครียดกันมากขึ้นซึ่งคงไม่ดีแน่

7. เราเดินออกมาจากหมู่บ้าน โดยมีเด็กๆอยู่ในเรือขนาดเล็กๆ ซึ่งขากลับนั้นยากกว่าเพราะต้องเดินทวนน้ำออกมา มันไม่ใช่น้ำนิ่งๆ แต่เป็นน้ำที่มีกระแสการไหลอยู่ ส่วนจะไหลไปไหนผมไม่รู้เหมือนกัน แต่การเดินทวนน้ำที่ไหลนี่มันเปลืองแรงมากจริงๆ

8.มาถึงจุดนี้ถือเป็นโชคดีของเราครับ มีพ่อลูกคู่หนึ่งเขาขับรถมาส่งอาหารให้เพื่อน เป็นรถที่สูงพอจะลุยน้ำได้แต่ก็ไม่ใหญ่พอจะให้คนทั้งหมดขึ้นไป ณ จุดนี้เป็นจุดแยก ผมให้พี่สาวและชาวคณะอพยพ แยกไป โดยคุณพี่เขาใจดีให้โดยสารไปด้วยครับ และเขาก็จะออกไปจนกระทั่งใกล้ถึงจุดนัดพบ ที่ ม เกษตรเลยครับ เป็นอีกหนึ่งน้ำใจที่ให้กับคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งที่กำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกันจริงๆ

ผมเดินลากเรือต่อไปกับพ่อ เพื่อที่จะไปยังอีกจุดหมายหนึ่ง นั่นคือหมู่บ้านย่านรังสิต อยู่ก่อนเมืองเอกครับ ได้ยินว่าน้ำสูงระดับอกของผม และมีคนแก่ประมาณคุณยายอยู่ เป็นคุณยายที่เป็นเครือญาติกันครับ ผมกับพ่อเลยตัดสินใจเอาเรือไปรับครับ และเดินทวนน้ำออกมาได้ไม่นาน เราก็ได้ติดรถออกจากซอยหมู่บ้านไปลงที่ถนนวิภาวดีรังสิตอีกครั้งครับ บังเอิญจริงๆนะครับ ทุ่นแรงไปได้อีกหน่อย ส่วนรถคันนี้ของใครยังไงไม่รู้ครับ รู้แต่มีคนมากหน้าหลายตาในรถเยอะดีครับ

หลังรถเราก็ลากเรือไปด้วยครับ เพราะต้องใช้ต่อในภารกิจหน้า โดยจับเชือกที่ผูกเรือไว้ โดยที่ต้องใช้ขาควบคุมบ้าง เพราะไม่อย่างนั้นเรืออาจจะเซไปโดนชาวบ้านที่กำลังเดินลุยน้ำออกมาได้ครับ

9.เราเดินต่อจากวิภาวดีรังสิต ต่อไปจนเลยอนุสรณ์สถานแห่งชาติไปนิดหน่อยครับ เป็นการเดินที่ยากลำบากมาก เพราะคนเดิน และรถใช้ช่องทางเดียวกันครับ ทางเดินมีทั้งเกือบแห้งและน้ำสูงเป็นช่วงๆ คลื่นที่ซัดมาพร้อมกับการวิ่งผ่านของรถนั้นทำให้การลากเรือลำบากมากครับ เรือที่ผมลากแอบไปกระทบรถที่จอดอยู่หลายคัน หวังว่าเขาคงไม่ว่าอะไร ซึ่งไม่นานนักก็ได้รับการติดต่อว่ามี ญาติอีกฝ่ายสามารถนำเรือเข้าไปช่วยคุณยายได้แล้ว ภารกิจของผมและพ่อจึงจบลงครับ

แต่ระหว่างที่รอการยืนยันข้อมูลนั้น ผมได้นั่งรออยู่ที่มุมหนึ่งของถนน นั่นคือเกาะกลางถนนของวิภาวดีรังสิต เป็นที่ที่ในเวลาธรรมดาคงไม่สามารถมานั่งเล่นๆได้ แต่การได้หยุดนั่งแล้วมองทำให้ผมเห็นอะไรหลายๆอย่างมากขึ้น ชาวบ้านที่ขนของออกมาโดยมีอุปกรณ์กันน้ำแค่ถุงพลาสติกเท่านั้น บางคนดีหน่อยก็มีกะละมัง แต่ภาพที่เห็นส่วนใหญ่ก็มีแต่แบบนี้ทั้งนั้น

ระหว่างที่ผมนั่งอยู่ก็เกิดอาการหน้ามืดขึ้นมา ผมเองไม่คิดว่าตัวเองจะอ่อนแอขนาดนี้ ก็ได้แต่นั่งคิดไปว่าทำไม ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นไม่ได้กินอาหารมาอย่างพอเพียง และขาดน้ำครับ ผมนั่งก้มหน้าอยู่ข้างทางได้สักพัก คิดว่าตัวเองน่าจะแย่ลงอีกเพราะเริ่มรู้สึกหนาวเย็น จึงมองไปที่ถนนและเห็นรถสวนมาพอดี รถหลายคันมองสบตาผมและชะลอ เพื่อที่จะสื่อสารอะไรสักอย่าง ผมทำได้แต่ยิ้มและปล่อยให้เขาผ่านไป

จนกระทั่งถึงรถคันหนึ่งผ่านมา ผมเริ่มคิดว่าตัวเองไม่น่าจะไหว เลยโบกเขาและขอน้ำสักหน่อย รถที่ผมโบกนั้นเป็นรถตู้ ที่มีพ่อแม่ลูกนั่งอยู่ ซึ่งเขาก็ช่วยกันหาน้ำให้ผมซึ่งไม่รู้จักกัน และไม่ได้เคยช่วยเหลืออะไรกันมาก่อน เพียงแค่ผ่านมาผ่านไปเท่านั้น ไม่นานนัก เขาก็ยื่นน้ำขวดใหญ่ และบอกผมว่า ” เหลืออยู่เท่านี้เอง” (เหลือ 3/4 ของขวด) ผมเองรับน้ำขวดนั้นมาและกล่าวคำขอบคุณ ผมไม่รู้ว่าน้ำขวดนั้นคือขวดสุดท้ายของเขารึเปล่า รู้แค่ว่าน้ำขวดนี้คงหาไม่ได้ง่ายๆในชีิวิตปกติแน่ๆ เพราะนั่นคือน้ำใจ…

น้ำขวดใหญ่ที่ได้รับมา
น้ำขวดใหญ่ที่ได้รับมา

ผมได้กินน้ำและไม่นานนักร่างกายก็ค่อยๆกลับมาเป็นเหมือนเดิม ภายหลังมาถามเพื่อน เขาบอกว่าผมอาจจะเหนื่อยเกินไปเท่านั้นเองไม่ได้เป็นอะไรหรอก แต่ในใจผมแอบคิดว่าการที่ไม่ออกกำลังกายมันทำให้ผมปวกเปียกขนาดนี้เชียวหรือ?

เมื่อได้รับคำยืนยันว่ากลับได้แล้ว พ่อก็ยกเรือให้ชาวบ้านที่กำลังขนของอพยพหนีน้ำอยู่ใกล้ๆ เขากำลังขนของใส่กะละมังและเดินลอยน้ำ ทันทีที่ได้เรือไปเขาเอาของที่ขนมาใส่เรือและลากเรือไปกับน้ำต่อไป เราคิดว่าเรือนี้คงทำประโยชน์ให้กับเขาได้ไม่มากก็น้อย อย่างน้อยก็ทำให้สีหน้าของเขายิ้มแย้มทันทีเมื่อได้รับเรือ

10. ไม่นานนัก เราก็โบกรถกลับ เป็นรถกระบะที่มีคนขับอยู่คนเดียว ผมกับพ่อขอนั่งไปด้วย ซึ่งผมเองนอนหมดแรงที่ท้ายกระบะ และค่อยๆจิบน้ำที่ได้มาทีละน้อย บอกตรงๆว่าหมดสภาพมาก ผมเองประมาทในสถานการณ์มากเกินไป คิดว่าตัวเองจะมีแรงพอ แต่ท้ายที่สุดมันก็เกินกำลังไปหน่อย ผมนั่งของเขามาเรื่อยจนถึงหลักสี่ พี่เขาจะเข้าหลักสี่เราก็เลยขอลงช่วงหลักสี่ เพื่อที่จะได้ไปขึ้นรถต่อในถนนวิภาวดีรังสิต

11. ผมยืนรอรถแท็กซี่อยู่ัสักพัก และก็มีรถประมงของ ม เกษตรผ่านมา และเขาจอดส่งคนพอดี ก็เลยขอขึ้นไปด้วยอย่างน้อยก็ได้ไปลง ม. เกษตรพอดี เป็นรถสูงขึ้นยากอีกเหมือนเคย กำลังคิดว่าปกติเขาขนของขึ้นรถกันยังไงนะ สูงจริงๆ ก็คงมีบันไดละนะ

และพอมาถึง ม.เกษตร เขาก็จะเขาประตูฝั่งวิภาวดี ซึ่งผมต้องการไปประตูฝั่งงามวงศ์วาน ก็เลยลงและต่อรถแท็กซี่ไปอีกนิดหน่อย สุดท้ายก็กลับถึงรถ และถึงบ้านอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว

สภาพของซองหมากฝรั่งที่เอาใส่กระเป๋ากางเกงไปด้วย
สภาพของซองหมากฝรั่งที่เอาใส่กระเป๋ากางเกงไปด้วย

เหตุการณ์ในวันนี้สอนให้ผมรับรู้และเข้าใจกับคำว่าน้ำท่วมครบทั้ง 5 สัมผัสกันเลยครับ

ผมได้เห็นน้ำที่ท่วมด้วยตาตนเอง

ผมได้ยินเสียงของผู้ประสบภัยและความเงียบ ทุกๆอย่างรอบตัวด้วยหูของผม

ผมได้สัมผัสน้ำท่วม ที่กำลังเน่าด้วยผิวหนังของผม

ผมได้กลิ่นน้ำ กลิ่นที่นอนอยู่บ้านคงไม่มีวันเข้าใจ ด้วยจมูกของผม

บางครั้งเมื่อน้ำกระเด็นมาเพราะคลื่นที่เกิดจากรถสวนทางกัน ผมก็ได้ลิ้มรสน้ำท่วมกับเขาด้วยเหมือนกัน

ไอ้ที่เขาบอกว่าไม่เจอไม่รู้นี่ผมว่าจริงนะครับ แต่เราก็ไม่จำเ้ป็นต้องไปเจอทุกอย่างก็ได้ครับ มันอาจจะเหนื่อยเกินไป ทำในสิ่งที่เราทำกันได้จะดีกว่า และเข้าใจคนที่ประสบภัยด้วยใจที่เปิดกว้าง ไม่ใช่ตัดสินด้วยมุมของเรานะครับ เพราะถึงแม้เราจะเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกับเขา เราก็ไม่มีวันจะเข้าใจเขาได้หรอกครับ ดังนั้นก็ให้เผื่อใจกับเรื่องนี้ให้มากๆ ใจกว้าง ใจเย็น และอดทนต่อกันนะครับ

สิ่งที่ผมไปเผชิญในครั้งนี้เป็นเพียงแค่เสี้ยวเล็กๆของความเดือนร้อนเท่านั้นครับ ถ้าให้ทุกคนเขียนความเืดือดร้อนของตัวเองออกมาจากน้ำท่วมครั้งนี้ หนึ่งชีวิตก็คงจะอ่านไม่หมด…

แม้ว่าในวันนี้ในบางพื้นที่จะดูคลี่คลายลงแล้ว แต่มันเป็นเพียงแค่วันนี้ครับ เราจำเป็นต้องเตรียมใจรับความผันแปรของธรรมชาติที่เกิดจากน้ำมือของพวกเรากันต่อไปครับ

สวัสดี

หายไปไหนช่วงน้ำท่วม

ช่วงที่ผมไม่อยู่นั้น เนื่องจากอพยพหนี (เที่ยว) น้ำท่วม ใช่ว่าผมจะไม่เดือดร้อนในช่วงน้ำท่วมเสียทีเดียว แต่ผมเลือกที่จะไปรับประสบการณ์ที่แตกต่างกับการอยู่บ้านต้่อนรับน้ำท่วม

แม้ว่าตอนนี้บ้านของผมดูเหมือนจะรอดพ้นวิกฤตน้ำท่วมแล้ว ซึ่งมันก็ยังไม่เคยท่วมส่วนสาเหตุนั้นจะเพราะอะไรก็ช่าง สรุปก็ถือว่าโชคดี เพราะดูในแผนที่น้ำท่วม น้ำมันท่วมรอบๆเขตบ้านไปหมดแล้ว แต่ที่หมู่บ้านยังปกติ แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้ผมรับรู้หลังจากกลับมาที่บ้านครับ

การอพยพหนี (เที่ยว) น้ำท่วม สำหรับผมนั้นถือเป็นโอกาสที่ผมจะได้ลองไปรับประสบการณ์ใหม่ๆ เพราะก่อนหน้าที่ผมจะตัดสินใจออกจากบ้านนั้น ผมได้ไปรับประสบการณ์ของคนที่โดนน้ำท่วมมาแล้วครับ นั่นคือการลุยน้ำเข้าไปช่วยพี่สาวย่านดอนเมืองอพยพออกมา สิ่งที่ผมได้รับในวันนั้น คงจะเล่าในบทความต่อไป แต่ผมบอกได้เลยว่านั่นคือประสบการณ์ที่ทำให้ผมมั่นใจที่จะออกไปดีกว่าที่จะทนอยู่

โอกาส กับทางเลือก

แน่นอนว่าประชาชนทุกคนคงจะทำอย่างผมไม่ได้ เพราะเราไม่ได้มีเท่ากัน ทางเลือกเราไม่เท่ากัน ผมมีทางเลือกที่พอจะเป็นไปได้อยู่หลายทาง แน่นอนว่าผมจะไม่เอาตัวเองไปเบียดเบียนคนที่มีความจำเป็นกว่าแน่นอน สิ่งที่ผมคิดนั่นคือการตัดโอกาสการกลายเป็นภาระทางสังคมของตัวผมทิ้งเสีย และย้ายตัวเองไปมองดูจากวงนอก ซึ่งน่าจะดีกับคนส่วนใหญ่มากกว่า

พื้นที่ในกรุงเทพฯนั้นเต็มไปด้วยผู้คน ผมไม่เคยคิดว่ากรุงเทพฯ นั้นสำคัญที่สุดในประเทศ แต่ผมมองในเรื่องของรายละเอียดมากกว่า เมื่อมีคนมาก การจัดการก็ยาก ตรอกซอกซอย ชุมชนสารพัด ซึ่งน่าจะเรียกว่ามหาศาล เมื่อน้ำเข้ากรุงเทพ การช่วยเหลือ การจราจร ทุกอย่างดูจะเป็นสิ่งที่ไม่มีทางจัดสรรได้อย่างลงตัวแน่นอน และนั่นคือเหตุที่ผมตัดสินใจอพยพหนี (เที่ยว) น้ำท่วมไปดีกว่า

อพยพหนี (เที่ยว) น้ำท่วมไปไหน?

ผมเคยคิด เคยฝันไว้ว่าผมจะได้เดินทาง ไปเที่ยวโดยไม่มีกฏอะไรมาหยุดไว้ (ยกเว้นเงิน) ผมอยากจะหยุดในที่ผมอยากจะหยุด ผมอยากจะอยู่ในที่ ที่ผมอย่างจะอยู่ ผมอยากจะทำอะไรก็ได้ในช่วงเวลาที่เป็นของผมอย่างแท้จริง น้ำท่วมครั้งนี้คือโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ที่ผมจะได้ไปค้นหาอะไรในตัวเองเพิ่มขึ้น นี่คือจินตนาการของผม

ความเป็นจริงก็คือผมไปได้ในระยะที่พอจะไหว เขตใกล้ๆกรุงเทพที่น้ำไม่ท่วมและเดินทางไม่ไกล เพราะงบประมาณมีจำกัดมาก และไม่รู้ว่าต้องอยู่นานแค่ไหน เลยต้องคิดคำนวนกันให้ดี ที่พักส่วนใหญ่จะเป็น บ้านเพื่อน บ้านญาติ โรงแรม อะไรประมาณนี้ ซึ่งจะเน้นประหยัดไว้เป็นหลัก เพราะถ้างบหมด นั่นหมายถึงอิสระแห่งจินตนาการของผมก็คงต้องดับลงไป

สรุปแล้วช่วงที่ผมไม่อยู่ ผมก็แทบไม่ได้เข้าอินเทอร์เน็ต เลยครับ จะมีเข้าบ้างก็บางทีเพราะอุปกรณ์ไม่ค่อยอำนวยเท่าไหร่ ส่วนเรื่องผมไปเที่ยวไหนอะไรยังไง รายละเอียดเดี๋ยวค่อยมาเขียนกันอีกทีนะครับ เอาแค่ว่าหนีน้ำท่วมไปเที่ยวแล้วกันนะ

สวัสดี

กลับมาจากหนีน้ำท่วม

จะว่าหนีน้ำท่วมก็คงจะบอกได้ไม่เต็มที่นัก เพราะในความจริงแล้วน้ำยังไม่ท่วมบ้านผมครับ แค่มาล้อมๆไว้เฉยๆ ปัจจุบันผมตัดสินใจกลับมาที่บ้านอีกครั้ง

ผมออกจากบ้านไปพักอยู่ในหลายๆสถานที่ รวม 23 วัน  เป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วเพราะผมไม่ได้ไปอยู่อย่างลำบากมากนัก ในทางกลับกันออกจะสบายมากๆด้วยซ้ำ จริงๆแล้วควรจะเรียกว่า การหนีไปเที่ยว มากกว่าการหนีน้ำท่วม…

ผมกลับมาที่บ้านครั้งนี้ผมความเปลี่ยนแปลงมากมายต้นไม้ของผมเปลี่ยนแปลง บ้างก็ตาย แต่ส่วนใหญ่มักจะโต และสร้างความประหลาดใจให้กับผมอย่างมากมาย ผมคงใช้เวลาช่วงแรกๆในการดูแลต้นไม้ที่ปลูกไว้ และใช้เวลาต่อจากนั้นในการเรียบเรียงเรื่องราวมากมายที่ผมได้พบและเจอมาในช่วงน้ำท่วมนี้

สวัสดี

บอกเล่าข่าวหนีน้ำท่วม

ตอนนี้เนื่องจากเกิดอุทกภัยโดยทั่วไปในประเทศโดยเฉพาะภาคกลางและกำลังหนักหน่วงอยู่ที่กรุงเทพ ทำให้ผมได้หนีน้ำออกจากบ้านมาพักใหญ่ๆแล้วครับ

ที่หนีออกมาก่อนน้ำมานั้นเพราะได้ประสบการณ์จากคนรอบข้างและครอบครัวที่เผชิญกับน้ำท่วมโดยตรงครับ บ้างก็อยู่ดอนเมือง บ้างก็ลำลูกกา หนีน้ำกันมาตั้งแต่ระยะแค่ข้อเท้า จนกระทั่งน้ำมิดหัวก็มีกันมาให้เห็น ที่บอกนี่ญาติสนิทเลยนะครับ นี่แหละที่ทำให้ผมและครอบครัวออกมากันก่อนที่น้ำจะมา ไม่งั้นคงจะโกลาหลและลำบากอย่างแน่นอน

สุดท้ายก็ออกมาท่องเที่ยวไปในตัวระหกระเหินไปในที่ต่างๆหลายที่ ผมเองแยกกับครอบครัวไปเก็บเรื่องราวและถ่ายรูปตามที่ต่างๆมากมาย จนตอนนี้ก็กลับมารวมกับครอบครัวอีกครั้ง น้ำก็ยังมาไม่ถึงบ้านสักที

สำหรับตอนนี้คงจะไม่สะดวกนะที่ต้องพิมพ์เรื่องราวมากมายที่อยู่ในหัวออกมาเพราะอยู่ในระหว่างหนีน้ำท่องเที่ยว (อีกแล้ว) เอาเป็นว่าหลังน้ำลดคงมีเรื่องให้พิมพ์กันเยอะแน่นอน ขอให้ทุกคนดูแลตนเองและครอบครัวของท่านด้วยนะครับ และถ้าอยากดูแลคนอื่นด้วยตอนนี้ก็สามารถเป็นจิตอาสาไปช่วยตามที่ถนัดได้เลยครับ

ขอให้โชคดี

สวัสดี

เสียสละ หรือ ต้องช่วยกันเจ็บ ?

วันนี้ผมติดตามข่าวสารเกี่ยวกับน้ำท่วมเหมือนเคยครับ เพราะต้องคอยระวังที่บ้านไว้ด้วย และอีกอย่างคือวันนี้จะออกไปซื้อของด้วยก็เลยต้องตามข่าวกันติดหนึบหน่อย

ข่าวสารเนี่ยมันเป็นข้อมูลครับ ยิ่งฟัง ก็ยิ่งคิด ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด คนเราบางทีก็รับข้อมูลบางอย่างเข้าสมองมากเกินจำเป็นครับ การคัดกรองข่าวสารที่จำเป็นเพียงเล็กน้อยจากข้อมูลข่าวสารจำนวนมากเกินจำเป็น (Snow job คำนี้ผมได้มาจากการเรียน Negotiate และชอบมากๆ )  ซึ่งผมได้รับทราบมาว่ามีทั้งข่าวที่เกิดขึ้นจริง และข่าวที่บิดเบือน ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับข่าวสาร

ข่าวสารสำหรับผมนั้น ในโลกนี้ไม่มีข่าวใดจริงแท้เลย ทุกๆข่าว ผ่านสายตา สมอง และปากจนถึงปลายปากกาหรือมือที่พิมพ์ลงไป ระหว่างทางที่ข่าวนั้นๆ ผ่านมาจนถึงเราจะเจออะไรบ้าง ประสบการณ์ ความวิตก อคติ ลำเอียง การคิดไปเอง ฯลฯ ทำให้ข่าวสารเหล่านั้นถูกบิดเบือนแต่แรกแล้ว ดังนั้นการรับข่าวสารจำเป็นต้องกรองจากหลายแหล่งกันให้ดีนะครับ เพราะจะส่งผลในการตัดสินใจแก้ปัญหาได้ ซึ่งในเวลานี้ทุกอย่างดูจะแข่งกับเวลามากทีเดียว

เข้าประเด็นกันเลย…

ระหว่างที่ผมอ่านเว็บไซต์และเครือข่ายสังคมจำนวนมาก ก็ได้ปรากฏข้อความหนึ่ง ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยตอนนี้เมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นเมื่อโดนซึนามิว่า “ญี่ปุ่นพยายามกั้นแนวความเสียหายให้วงแคบที่สุด และทุกคนเสียสละและมีระเบียบ ความมีระเบียบทำให้ญี่ปุ่นจัดการทุกอย่างได้ไว แต่เมื่อมองคนไทยแล้ว คนไทยกลุ่มหนึ่งกลับมองว่าการเสียสละเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ทำไมไม่ช่วยกันแบ่งเบา ฉันโดนคุณช่วยกันโดนบ้าง ต้องโดนให้ทั่วๆกัน จะได้มาตราฐานเดียวกัน ” อะไรประมาณนี้

ในความเห็นนั้นมีกระทั่งคนที่บอกมาว่ามีคนไปทำลายแนวกระสอบทรายก็ยังมี ผมอ่านแล้วก็ไม่แปลกใจ เพราะจากที่ฟังวิทยุดูเหมือนจะมีการขัดแย้งกันในหลายพื้นที่ ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นดูจะมาจากมุมมองทางการเมือง ซึ่งผมเองขอให้ความคิดเห็นตรงๆว่า เราน่าจะมองไปที่การจัดการปัญหาน้ำท่วมกันมากกว่า

ผมเองอยู่กรุงเทพฯ คงไม่มีหน้าไปบอกว่าให้คนต่างจังหวัดช่วยกันเสียสละให้กรุงเทพฯ เพราะเห็นภาพน้ำท่วมก็พูดไม่ออก แต่ถ้าเราคิดไปถึงระดับประเทศ เราควรจะรักษาอะไรเป็นอันดับแรก สิ่งที่ประเทศจำเป็นต้องรักษาคืออะไร? ถ้าให้ดีก็คิดไปถึงระดับโลกเลยก็ดีครับ เพราะจริงๆ ปัญหาที่เราเจอนั้นเป็นปัญหาระดับโลกทีเดียวนะครับ

ผมเองเป็นแค่ชีวิตเล็กๆในเมืองใหญ่คงจะไม่มีปัญญาไปช่วยอะไรเขาได้มาก จากสถานการณ์ตอนนี้คงได้แค่ภาวนาให้ฝนไม่ตกมากไปกว่านี้ และคิดว่าหลังจากนี้เราควรทำอะไรกันบ้าง

ประเด็นนี้เป็นประเด็นสังคมที่ค่อนข้างมีความเห็นที่หลากหลายพอสมควร แต่ผมยินดีต้อนรับทุกความคิดเห็นครับ

สวัสดี

น้ำท่วม ปัญหาน้ำท่วมและสาเหตุน้ำท่วม

ก่อนอื่นก็ต้่องบอกกันเลยว่าสิ่งที่เห็นในตอนนี้ กับเหตุการณ์น้ำท่วมนั้นมีหลายความรู้สึกมากมายเหลือเกิน ซึ่งจะบอกว่ามันแย่มากก็คงจะใช่ แต่ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ล้ม ดังนั้นเราจึงต้องสู้กันต่อไป

ขอเอาใจช่วยพี่น้องชาวไทยทุกท่านที่กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมในขณะนี้ให้เอาตัวรอดปลอดภัยไปได้ สำหรับทรัพสินนั้นก็ขอให้เสียน้อยที่สุดเท่าที่จะเสียได้ โดยมุ่งรักษาชีวิตและความมั่นคงในอนาคตเป็นสำคัญ

ปัญหาน้ำท่วม

ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายภาคส่วน หลายจังหวัดในประเทศไทยตอนนี้เป็นปัญหาที่รุนแรงและจำเป็นต้องหาทางแก้ไขกันอย่างรวดเร็ว แต่แน่นอนว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นในจุดใดจุดหนึ่งหรือทีละจุด แต่มันเกิดพร้อมๆกัน ดังนั้นการคาดหวังความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐนั้นควรจะคิดเป็นอย่างหลัง ซึ่งในสถานะการณ์ที่จำเป็นต้องแก้ปัญหา เราจำเป็นต้องมุ่งไปที่ตัวปัญหา นั่นคือน้ำท่วม

น้ำท่วมแล้วจะแก้อย่างไร เช่นบ้านจมไปหมดแล้ว ณ จุดนี้ขอให้ทำใจให้สบาย นึกว่าต่อไปจะทำอย่างไรดี ดีกว่าที่จะคิดว่าจะเสียอะไรให้นึกว่าต่อไปแล้วเราเหลืออะไร แล้วจะได้อะไรได้บ้าง เพราะน้ำท่วมฝนแล้งนี่ต่อให้เป็นเทวดาผู้วิเศษมาจากไหน เป็นใครก็คงจะช่วยแก้ทันทีไม่ได้ ดังนั้นควรจะคิดต่อไปว่า หลังจากน้ำลดจะวางแผนอย่างไรดี เพราะน้ำท่วมครั้งนี้เป็นสัญญาณให้คนไทยเรารู้สึกตัวเสียทีว่าเรากำลังจะเผชิญกับอะไร เราควรป้องกันอย่างไร

ป้องกันน้ำท่วม

ผมเคยได้ยินว่าชาวไทยนั้นมี รูปแบบการป้องกันน้ำท่วมที่ดีอยู่แล้ว นั่นคือบ้านที่มีใต้ถุน แน่นอนว่าบ้านในสมัยนี้นั้นแทบจะไม่หลงเหลือเค้าโครงไทยอยู่แม้แต่น้อย เราใช้แบบบ้านสมัยใหม่ ซึ่งถ้าน้ำมันท่วม ก็โดนแน่นอนอย่างบ้านผมเองก็คงจะไม่รอดเหมือนกัน ปัญหาน้ำท่วมนั้นสร้างความเสียหายได้มากมายนัก ซึ่งขอบเขตความเสียหายนั้นก็จะใหญ่ และเกินจะควบคุมได้ เพราะปริมาณน้ำนั้นไม่ได้มาจากน้ำมือมนุษย์แต่มาจากธรรมชาติ

สำหรับการเกษตร ผมเคยได้ยินว่ามีข้าวที่ต้นยืดยาวได้ตามระดับน้ำ นั่นหมายถึงว่า มันจะเจอน้ำท่วมแค่ไหนมันก็จะรอดได้ แน่นอนว่าข้าวพันธุ์นี้ไม่ได้ถูกปลูกเท่าไรนักเพราะผมได้ยินว่ามันเป็นข้าวนาปี ปลูกได้ปีละครั้ง แต่จากประสบการณ์และความรู้ในการพัฒนาพันธุ์ทำให้ผมรู้ว่า มันสามารถเอามาผสมกับข้าวที่มีลักษณะเด่นอื่นๆให้มันดีขึ้นได้ ซึ่งเหมาะกับยุคแห่งหายนะนี้แน่นอน

ส่วนการใช้กระสอบทรายป้องกันน้ำท่วมนั้นเป็นวิธีที่ดี แต่ผมเองก็ยังคิดว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แน่นอนว่ามันต้องใช้ แต่ถ้าหากเราไม่คิดนวัตกรรมเพื่อป้องกันน้ำท่วมใหม่ เราอาจจะลำบากตอนน้ำมาอีกทีก็ได้ เพราะกระสอบทรายเนี่ยมันก็ไม่ใช่ของที่จะหากันได้ง่ายๆ ตอนน้ำท่วมหรอกนะครับ เพราะใครๆก็ต้องการ ดังนั้น การป้องกันน่าจะมีทางอื่นที่เข้ามาเสริมด้วย

สาเหตุที่น้ำท่วม

เราอาจจะเห็นว่าฝนตกหนัก พายุพัดเข้าตลอดทำให้มีปริมาณน้ำฝนและน้ำในดินมากทำให้น้ำท่วม แต่นั่นเป็นแค่ผลกระทบปลายเหตุ ทำไมฝนจึงตก ทำไมจึงมีพายุ ทั้งๆที่เมื่อก่อนในภูมิภาคเราไม่ได้มีพายุบ่อยขนาดนี้

สิ่งที่ผมคิดอยู่ตอนนี้คือปัญหาโลกร้อน การตัดไม้ทำลายป่าทำลายสมดุลที่เคยมี แต่นั่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงสู่สมดุลใหม่ ที่ผมหมายถึงคือ สิ่งที่เราเจอกันอยู่ทุกวันนี้ พอถึงจุดหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่เกิดทุกปี ทุกเดือน หรือทุกวันก็เป็นได้ ซึ่งใครที่สามารถปรับตัวและปรับวิถีชีิวิตตามสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปได้นี้ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าคนปรับเปลี่ยนไม่ได้ก็ลำบากหน่อย

ส่วนจะไปเรียกร้องให้ทุกคนรักโลก ดูแลโลก ผมว่าตอนนี้ไม่ทันแล้วแหละครับ ดอกผลแห่งเทคโนโลยีและความเจริญในอุตสาหกรรมกำลังย้อนกลับมาเล่นงานเรา ซึ่งมันก็รวดเร็วและถี่ขึ้นเรื่อยๆ ผมเองไม่สนใจว่าชาติไหนจะปล่อยสาร หรือก๊าซมากกว่ากันเพราะจริงๆแล้วเราก็ใช้อากาศเดียวกันทั้งโลก ดังนั้นการจะเกี่ยงว่าฉันทำฉันเก็บ เธอทำเธอเก็บก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่เป็นผลดีกับโลกนัก การปรับทัศนคติของคนหมู่มากนั้นยาก ดังนั้นปรับเปลี่ยนวิถีชีิวิตของตนเองรับกับสภาพที่เจอนั้นน่าจะง่ายกว่าเยอะ

สุดท้ายขออวยพรให้ทุกท่านโชคดีปลอดภัย

สวัสดี