Cyber bully กรณีศึกษา กระแสน้ำปัสสาวะรักษาโรค

เคยได้ยินคำนี้มาสักพัก จากในเฟสบุคนี่แหละ ก็มีเพจดัง ๆ ที่เขาพากันต่อต้านเจ้า Cyber bully หรือการไปขยี้ ขยำ ย่ำ เหยียดผู้ที่ตนเห็นว่าจะสามารถข่มได้

ผู้ที่โดน Cyber bully มักจะเป็นผู้ที่ตกเป็นข่าว หรือเรื่องที่ตกเป็นข่าว แม้เป็นถึงระดับคนใหญ่คนโตของประเทศก็หนีไม่พ้น

Cyber bully เป็นสภาพที่แสดงความตกต่ำของจิตวิญญาณแบบหนึ่ง ซึ่งโดยปกติในชีวิตแล้ว การที่ใครสักคนหนึ่งจะไปแสดงอาการ ท่าทาง วาจาที่ไม่ดีตีต่ออีกฝ่ายนั้น มักจะไม่เกิดบ่อยนัก แต่ในโลก social สังคมแคบลง การสื่อสารไวขึ้น ทำให้เกิดการแสดงออกบ่อยขึ้น คือปกติกิเลสเหล่านั้นก็มีอยู่แล้ว แต่พอมีช่องทางให้แสดงออก ให้ปล่อยออก มันก็ไหลออกมาโดยธรรมชาติของกิเลสที่จะแส่หาสิ่งใด ๆ มาเสพ ในกรณี ของ Cyber bully ภาพรวมก็คือความสะใจที่ได้ข่ม ได้แสดงออก ได้แสดงตัวตน ได้อวดความรู้ ได้แสดงตนว่าเป็นผู้ปราบมาร เป็นต้น.

Cyber bully มักจะเกิดจากสาเหตุหนึ่ง คือความเห็นต่าง และมีองค์ประกอบ คือมีผู้นำที่จะถล่ม ความเห็นต่างนั้น ๆ เชื่อไหมว่าตัวตั้งตัวตี ที่เคยเห็นว่าไม่สนับสนุน Cyber bully กลับเป็นตัวตั้งตัวตีที่มีส่วนในการโน้มน้าวผู้ที่เห็นต่าง ให้มาแสดงพฤติกรรม Cyber bully

จากกรณี กระแสน้ำปัสสาวะรักษาโรค ซึ่งผมก็อยู่ในห้อง มหัศจรรย์น้ำปัสสาวะบำบัดฯ ตามที่เป็นข่าวและรู้กันโดยมากว่านี้คือห้องที่รวบรวมผู้ใช้น้ำปัสสาวะบำบัดมาแลกเปลี่ยนความรู้กัน

แต่เมื่อเกิดกระแสข่าวในสังคมขึ้นมา สมาชิกใหม่จำนวนมาก ก็สมัครเข้ามาในกลุ่ม แต่เขาไม่ได้สมัครเข้ามาเพื่อจะศึกษา จากที่สังเกตุดูมาระยะหนึ่ง โดยมากจะเข้ามาเพื่อแสดงทัศนคติที่แตกต่างของคน ซึ่งจะมีน้ำหนักไปที่การเหยียดหยาม ดูถูก ชิงชัง รังเกียจ หรือนั่นก็คือลักษณะหนึ่งของ Cyber bully

ซึ่งจริง ๆ แล้ว การเห็นต่างไม่ได้หมายความว่าต้องมาทำการ Cyber bully หรือต้องไปขยำ ขยี้ผู้ที่เห็นต่าง แต่อย่างใด พระพุทธเจ้าตรัสว่าบัณฑิตมีการไม่เพ่งโทษเป็นกำลัง เมื่อบัณฑิตหรือผู้มีปัญญา รับทราบถึงความแตกต่าง ย่อมไม่เพ่งโทษ ถือสา หรือเบียดเบียนทำร้ายใคร

ต่างจากคนพาลซึ่งมีการเพ่งโทษเป็นกำลัง หมายถึง เมื่อคนพาลได้ที คือเข้าใจว่าตนดีกว่า ตนเหนือกว่า ซึ่งอาจจะเป็นความเข้าใจที่ถูกหรือผิดก็ตาม คนพาลจะเพ่งโทษความเห็นอื่น ๆ ที่แตกต่างจากตน พาลน้อยก็เพ่งโทษในจิต พาลมากก็ออกทางวาจา ในกรณีของ Cyber bully ก็เป็นขีดพาลมาก และพาลที่สุดคือทางกาย คือทำร้ายร่างกายกัน

ในกรณีของผู้ที่ทำการเสี้ยม หรือทำสื่อให้คนอาการอยากจะขยี้ ขยำฝ่ายอื่นด้วย กาย วาจา ใจ เช่น ถ่ายคลิปออกมาเพื่อที่จะแสดงความถูกต้อง และข่มผู้อื่นในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะถูกหรือจะผิดในเชิงของความรู้ แต่ถ้าทำให้คนเกิดอคติ ความเกลียด ความชัง หรือทะเลาะกัน ก็เป็นบาป ผู้ที่ทำสื่อ ก็เป็นผู้นำคนทำบาป วิบากบาปก็จะมาก เพราะเป็นเหตุในการเบียดเบียนที่มาก

ในการแสดงความคิดเห็นหรือแสดงออกใด ๆ ก็ต้องตรวจตัวเองดี ๆ ว่ามีผลดีกับใคร ทำไปแล้วเกิดผลยังไง ลดโลภ โกรธ หลง รึเปล่า หรือยิ่งเพิ่มความโลภ โกรธ หลง เข้าไปอีก

ความหลงเบียดเบียนอย่างไร ความหลงยึดว่าฉันถูก แกผิดนี่แหละ คือเหตุเบื้องต้นของ Cyber bully เพราะถ้าหลงว่าตนถูกเมื่อไหร่ คนที่เห็นต่างเป็นผู้ร้ายทันที ตัวเองกลายเป็นพระเอกทันที ทีนี้ผีเข้าแล้ว เหมือนผีไปสิงให้ไปปราบผู้ร้าย แต่ที่จริงตัวเองเป็นผู้ร้ายไปเบียดเบียนเขาก็ยังไม่รู้ตัว อันนี้มันก็น่าเห็นใจ ความหลงตัวหลงตนนี่มันเป็นภัยจริง

ในฝ่ายที่ถูก Cyber bully นั้น ก็ไม่ต้องทำอะไรมาก ก็รับวิบากกรรมที่เคยทำมาด้วยใจผาสุกให้ได้ ก็ต้องเห็นใจเขา ถ้าเขามีปัญญารู้ว่าสิ่งใดเบียดเบียน เป็นโทษต่อตนเองและผู้อื่น เขาก็จะไม่ทำ เหมือนกับเราที่เคยไปทำอย่างนี้แหละ มาหลายต่อหลายชาติ ชาติที่เราไม่มีปัญญา ไม่รู้อะไรลึกซึ้ง ก็แห่ไปตามกระแสอย่างนี้แหละ แบบนี้แหละวัฏสงสาร มันน่าสงสารไหมล่ะ หลงทำบาปวนเวียน ขอทุกท่านจงเห็นใจ และวางใจ

เว็บอัพเดท สิงหาคม 2019

ก็ปล่อยทิ้งร้างมาเป็นช่วง ๆ เพราะชีวิตประจำวันมีภารกิจที่ต้องทำค่อนข้างมาก เช้า สาย บ่าย เย็น เป็นช่วงเวลาต่อเนื่องนาน ๆ พอหลายเดือน มันก็ลืม ๆ เรื่องอัพเดทเว็บไป

ส่วนมากพอไปใช้ใน facebook ก็ลืมการเข้ามาบันทึกในบล็อกแห่งนี้ ซึ่งจริง ๆ มันก็สำคัญ เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นอีกแหล่ง 1 ฐานข้อมูล ที่จะทำให้ค้นเจอเรื่องราวและเนื้อหาที่ผมได้พิมพ์เผยแพร่

สำหรับผู้ที่สนใจแวะเวียนมาติดตาม สามารถติดตาม account ที่มีการขยับอัพเดทมากที่สุดของผม นั่นก็คือ facebook  https://www.facebook.com/dinh.writer อันนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของบทความ ความคิดเห็น สำหรับการติดต่อสอบถาม ในบัญชีนี้ก็เป็นบัญชีที่ผมใช้บ่อยที่สุด สามารถที่จะติดต่อมาได้ในช่องทางนี้ครับ

อีกส่วนจะเป็นเรื่องราวในชีวิตประจำวัน อาหารการกิน สาระไม่ค่อยมาก นั่นก็คือบัญชี instagram.com/diiinp/ ผู้ที่สนใจก็เข้าไปติดตามกันได้

 

เรียนรู้จาก เหตุการณ์อาจารย์ลงสนามรบ น้ำปัสสาวะ

เวลาเราศึกษาธรรมะเนี่ย มันต้องมีครูบาอาจารย์ แล้วต้องมีตัวเป็น ๆ ด้วย ที่จะเป็นตัวอย่าง เห็นได้ สอบถามได้ มันถึงจะเจริญไปได้
 
ช่วงนี้อาจารย์หมอเขียว ออกรายการสดค่อนข้างถี่ การกระทบก็เยอะ ผมยังไม่ได้ดูหรอก ติดปัญหานิดหน่อย แต่มีเพื่อนช่วยสรุปข่าวแบบละเอียดมาให้ ก็เลยพอเห็นภาพ
 
เวลาผมจะศึกษา ผมจะคอยดูว่าเวลาอาจารย์กระทบความเห็นต่าง กระทบคนพาล คือโดนเขาด่านั่นแหละ อาจารย์จะทำอย่างไร อาจารย์จะช่วยเขายังไง จะปลอบหรือจะติ มันไปได้ทั้งสองแนว คือทั้งเบาทั้งหนัก
 
ผมไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ว่าใครเขาจะด่า อาจารย์ที่เรานับถืออย่างไร จะไม่ให้เกียรติ จะดูถูก จะทำไม่มีมารยาทยังไง มันก็ไม่ใช่เรื่องของผม ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะไปสนใจสักเท่าไหร่
 
แต่ถ้าเรารัก เราหลงอาจารย์ เราจะชังคนที่มาติ ด่า ข่ม ดูถูก อาจารย์ หรือคนที่เรารัก ซึ่งตรงนี้จะทำให้เราไม่ได้เห็นสาระสำคัญที่ท่านกำลังแสดงให้ดู เพราะมัวแต่ไปเพ่งโทษผู้อื่นอยู่ ผมว่ามันน่าเสียดายนะ ที่พลาดโอกาสในการเรียนรู้นั้น ๆ เพราะเอาเวลาไปสนใจสิ่งไร้สาระ
 
ผมไม่ได้ศรัทธาครูบาอาจารย์เพราะผมจะตามท่านตลอดไป แต่ผมศรัทธาเพราะผมจะทำให้ได้แบบท่าน ให้เป็นคนแบบท่าน อย่างน้อย ได้ 1 ในล้านเรื่องก็ยังดี ดังนั้น งานปกป้องอาจารย์จึงไม่ใช่งานของผม ผมไม่ใช่แนวพระอานนท์ที่ไปยืนขวางช้างนาฬาคีรีที่กำลังพุ่งชนพระพุทธเจ้าแน่ ๆ ผมก็คงจะแค่คอยดูปรากฎการณ์ไม่ธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นแล้วบันทึกลงในจิตวิญญาณเท่านั้น
 
การร่วมกับอาจารย์นั้น ไม่ได้หมายถึงการเดินร่วมทางกันไป แต่หมายถึงเราได้บรรลุผลตามคำสอนของอาจารย์ได้มากน้อยแล้วเท่าไหร่ ดังคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” ดังนั้นชาวพุทธจึงถือเอากิเลสที่ลดได้เป็นตัวร่วม เป็นทิฏฐิสามัญญตา เป็นความเห็นเดียวกัน เสมอกัน มีความเห็นไปในแนวทางเดียวกับอาจารย์ได้มากเท่าไหร่ ก็ร่วมมากเท่านั้น แต่ถ้าอาจารย์สอนอย่างหนึ่งไปอีกอย่างหนึ่ง อันนั้นมันก็ไม่ร่วม

น้ำปัสสาวะรักษาโรค?

ช่วงนี้เป็นประเด็นสังคมอย่างมาก เกี่ยวกับการใช้น้ำปัสสาวะรักษาโรค อาการบาดเจ็บ ตลอดจนใช้บำบัดอาการไม่สบายต่าง ๆ

ส่วนตัวผมก็เห็นว่าก็ดีนะ ก็เป็นโอกาสที่คนจะได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เป็นทางเลือกหนึ่งในการบำบัดอาการเจ็บป่วยที่ประหยัด หาได้ง่าย และไม่มีโทษ

ส่วนตัวผมเคยทดลองใช้มาหลายแบบ ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีโทษอะไรเกิดกับตนเอง ในทางกลับกันส่วนมากจะเป็นประโยชน์ อาจจะมีบ้างที่มันไม่เกิดผล คือ หายจากอาการของโรคนั้น ๆ ชัดเจน นั่นก็เพราะสาเหตุมันมีหลายอย่างที่ต้องแก้ น้ำปัสสาวะก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยบำบัด แต่บางอาการเจ็บป่วยมันต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย เช่น ปรับสมดุลอาหาร ออกกำลังกาย ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น เป็นต้น

ทีนี้ผมเห็นอย่างไรเกี่ยวกับวิพากวิจารณ์ที่ค่อนข้าง… เรียกว่าไม่สร้างสรรค์แล้วกันนะ เช่น เขาไม่ชอบ เขาก็มาแสดงอาการชังแบบเต็มที่ อันนี้เราก็เห็นว่าน่าเห็นใจ เพราะเขาไม่ใช้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ที่เขาชัง มันก็ทุกข์ของเขาแล้ว มันก็เบียดเบียนคนอื่นด้วย

แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลก มันก็อย่างนี้แหละ มันก็ต้องกระทบความเห็นที่แตกต่างแล้วทำใจไม่ให้ทุกข์ ไม่ให้ชังที่เขาด่า ไม่ให้ชอบที่เขาเห็นด้วย โลกมันก็เป็นไปอย่างนั้น แล้วแต่ใครจะยึดถืออะไรเป็นสำคัญ

ส่วนตอนจบ ผมว่า มันก็มีแค่ใครอยากใช้อะไรก็ใช้ไปนั่นแหละ เป็นไปตามวิบากกรรมของแต่ละคน เพราะมันก็ทุกข์ของใครของมัน เขาหายโรคมันก็ไม่ใช่สุขของเรา เขาตายจากโลกมันก็ไม่ใช่ทุกข์ของเรา เราก็แค่อาศัยสิ่งที่หาได้ง่ายและไม่มีโทษในการดำรงชีวิต แล้วก็อยู่ทำประโยชน์ไป แต่จะให้ไปวิวาทกับเขานี่ไม่เอานะ ไม่ไหว

เพราะคนเห็นด้วยกับคนเห็นต่าง มันก็มีมวลแตกต่างกันเป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าเปรียบคนที่เข้าใจธรรมะพุทธแท้ คือฝุ่นปลายเล็บ เมื่อเทียบกับดินทั้งแผ่นดิน

ถ้าเราต้องไปยุ่งกับดินทั้งแผ่นดินนี่เหนื่อยตายเลย มีกี่ชีวิตก็ไม่พอ ผมก็เอาแค่ฝุ่นปลายเล็บนี่แหละ ไม่เกินแรง ใครเขาไม่ใช้เราก็ไม่บังคับเขา อย่างเก่งถ้าเขาสนใจ เราก็นำเสนอไป เขาไม่เอาก็วาง แบบนี้มันไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่

งานวิจัยน้ำปัสสาวะรักษาโรค

ช่วงนี้สังคมก็จะค่อนข้างร้อนแรงเรื่องการใช้น้ำปัสสาวะ ไม่น่าเชื่อว่ายาดีที่หาได้ง่ายและไม่มีโทษขนาดนี้ จะได้รับความสนใจและตรวจสอบกันในสังคมเป็นวงกว้าง ถึงขนาดหลายต่อหลายรายการได้เชิญ อาจารย์หมอเขียว และจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมผู้มีประสบการณ์ในด้านการใช้น้ำปัสสาวะบำบัดโรคไปออกรายการ

เมื่อสังคมสงสัยเรื่องน้ำปัสสาวะ

น้ำปัสสาวะโดยทั่วไปแล้ว เราจะมองว่าเป็นของเสีย เมื่อคนที่ไม่มีความรู้ ได้กระทบกับความรู้ใหม่ ก็จะเกิดความสงสัย เกิดคำถาม หรือแม้แต่เกิดข้อสรุปตามที่ตนได้คิดไปว่าน้ำปัสสาวะ เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ แม้ว่าเสียงส่วนมากในสังคมจะค่อนข้าง อี๋ ๆ (คือไม่เอานั่นแหละ) แต่ถึงกระนั้น สังคมก็ยังให้ความสนใจในประเด็นเรื่องการรักษาโรคด้วยน้ำปัสสาวะเหล่านี้ หลักฐานก็คือ มันเป็นข่าวมาหลายวันแล้ว และยังเพิ่มดีกรีการขยี้เข้าไปอีก คือในวันนี้ก็มีรายการสดด้วย เรียกว่าร้อนแรงเลยทีเดียว ผมยังไม่ได้ดูเพราะอินเตอร์เน็ตไม่อำนวย แต่จากที่ได้ฟังสหายสรุปมา ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลก

เมื่อน้ำปัสสาวะบำบัดไม่ใช่ความเชื่อส่วนบุคคุล

ในความเป็นจริงแล้ว การใช้น้ำปัสสาวะก็ไม่ใช่เรื่องที่เดือดร้อนใคร และมีผลดี คือใช้แล้วรักษาโรคได้ดี มีผู้ทดลองจำนวนมาก มีหลักฐานในพระไตรปิฎกอ้างอิงไว้ พระพุทธเจ้าท่านให้ใช้น้ำมูตรเน่าเป็นยา เมื่อภิกษุถามว่าต้องรับประเคนไหม ท่านก็บอกว่าไม่ต้อง นั่นหมายถึงก็ใช้น้ำปัสสาวะของตนเองนั่นแหละ รักษาโรคได้เลย ไม่ต้องใช้ของคนอื่นหรือมีขั้นตอนอะไรให้ลำบาก แต่เมื่อมีคนใช้น้ำปัสสาวะเข้ามาก ๆ จนเป็นกลุ่มใหญ่ มีความเห็นต่างที่ไปกระทบคนอีกกลุ่ม ก็เลยมีกระทู้คำถามขึ้นมา จนกระทั่งตอนนี้ น้ำปัสสาวะรักษาโรคกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมไปแล้ว

งานวิจัยน้ำปัสสาวะรักษาโรคอยู่ไหน?

ในประเด็นของงานวิจัย เป็นเรื่องที่ถามถึงกันมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว เพียงแค่เรากดค้นหาในกูเกิ้ล เราก็จะเจองานวิจัยที่ถูกเผยแพร่อยู่บ้าง นั่นคือจริง  ๆ มันมีงานวิจัยอยู่แล้ว แต่ขนาดหรือลักษณะงานวิจัยนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สรุปคือมันมีงานวิจัยนั่นแหละ แต่เขาไม่แสวงหากันไง ชาวสมาชิกผู้ใช้น้ำปัสสาวะนั่นแหละคือความจริง แต่ละคนก็เป็นตัวอย่างของงานวิจัย เป็นผลที่ได้จากการวิจัย กินจริง ทาจริง หยอดจริง ฯลฯ แล้วก็หายโรคด้วยน้ำปัสสาวะบำบัดกันจริง ๆ เพราะมันมีมวลไง มีข้อมูล มีผล แต่ทีนี้การรวบรวมข้อมูลของการใช้น้ำปัสสาวะบำบัดแล้วมาเผยแพร่นี่มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ทำค่อนข้างยาก

งานวิจัยปัสสาวะบำบัดของแพทย์วิถีธรรม

ล่าสุดแพทย์วิถีธรรมก็มีผลงานวิจัยออกมา ซึ่งรองรับโดยสถาบันวิชชาราม บอกกันตรง ๆ ก็สถาบันในเครือข่ายแพทย์วิถีธรรมนั่นแหละ แต่ถูกกฏหมายนะ มีองค์กรรัฐรับรองถูกต้อง

งานวิจัยชิ้นนี้ก็มีขอบเขตในเชิงสำรวจ ในมุมที่ผมเคยทำวิจัยมาบ้าง ก็จะให้ความเห็นว่า มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของงานวิจัยเชิงสถิติหรือเชิงคุณภาพที่มากขึ้นต่อไป แต่ข้อมูลการใช้น้ำปัสสาวะบำบัดที่เขาเก็บได้เบื้องต้นนี่แหละ มันก็เป็นประโยชน์แล้ว คนที่เห็นด้วยก็เอาไปทดลอง คนที่ไม่เห็นด้วยก็ประเด็นไปศึกษาค้นคว้าต่อได้ ไปสร้างงานวิจัยเลยว่าดื่มน้ำปัสสาวะแล้วเป็นโทษอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ดื่มแล้วอ้วกพุ่งนี่ไม่ไหวนะ มันต้องเพิ่มปัจจัยในหมวดความชังเข้าไปด้วย ถ้าชัง เกลียด ขนาด ไม่ชอบ นี่กินยังไงก็ไม่รอด ไม่ลงคอ แต่ถ้าไม่รักไม่ชังมัน ก็พอวัดผลได้บ้าง

เอาจริง ๆ สำหรับความเห็นผมนะ งานวิจัยส่วนใหญ่ก็ error ทั้งนั้นแหละ เพราะมันมีกิเลสเป็นตัวแปร กิเลสมี 16 อาการ ทำให้ผลงานวิจัยมัน error มันได้ผลออกมาก็จริง แต่มันไม่มีทางพ้น bias หรืออคติลำเอียงไปได้เลย อย่างเก่งก็ได้แค่ค่ารวม ๆ ความเห็นส่วนใหญ่ มีนัยสำคัญ ฯลฯ แล้วยังไง แล้วมันพ้นทุกข์ไหม

ความพ้นทุกข์นี่มันสำคัญกว่าผลวิจัยนะ ผลวิจัยมัน error ได้ แต่ความพ้นทุกข์นี่มันพ้นแล้วพ้นเลย มันสุขว่างเบาสบาย … แหม่ มันก็ดันออกไปนอกเรื่องไปหน่อย จะเข้าธรรมะทุกที เอาเป็นว่าโดยสรุปสำหรับผมก็เป็นเรื่องนานาจิตตัง ใครใช้ดีก็ใช้ไป ใครกินแล้วอ้วกออก มันทรมานก็ไม่ต้องใช้ บางคนมีวิบากกรรมต้องใช้ยาแพง ๆ วิธีแพง ๆ ยาที่เป็นพิษ มีผลทางลบต่อร่างกาย อะไรอย่างนั้น

โดยส่วนตัวแล้วหากว่าผมมีอาการไม่สบายแล้วคิดจะรักษา น้ำปัสสาวะ จะเป็นตัวเลือกต้น ๆ ในการรักษาอาการนั้น ถามว่าทำไมถึงเลือกใช้น้ำปัสสาวะบำบัดเป็นอันดับแรก ๆ นั่นก็เพราะมันหาได้ง่ายและไม่มีโทษยังไงล่ะ เรามีของดี แถมฟรี ไม่ต้องวิ่งหา ก็ใช้ไปก่อน ถ้ามันไม่ได้ผลยังไงก็ค่อยไปจ่ายเงินซื้อยาตามที่โลกเขาว่าดีก็ได้ เราก็ใช้ได้หมดนั่นแหละ ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอะไร แต่มันก็มีลำดับความสำคัญในความสำคัญอยู่ ก็เลือกกันไปตามที่ควร ที่ได้ผลจริง

สุดท้ายนี้ก็ฝากงานวิจัยของสถาบันวิชชารามไว้ เพราะผมเห็นว่าเขาตั้งใจทำกันจริง ๆ อะไรก็ไม่สำคัญเท่าจิตใจที่ตั้งใจเกื้อกูลผองชนหรอกผมว่า ส่วนจะผิดจะุถูกก็ทดลองกันไป นำเสนอกันไป แล้วก็วางความยึดดีทิ้งไป คิดไม่ตรงกันก็วางแล้วแยกกันไปตามวิบากกรรม ไม่ต้องวิวาท ไม่ต้องทะเลาะกัน สบายดี จบ.

งานวิจัยน้ำปัสสาวะ

งานวิจัย ปัสสาวะบำบัด แพทย์วิถีธรรม

ช่วงนี้กระแส การใช้น้ำปัสสาวะมาแรง เพราะมีข่าวร้านก๋วยเตี๋ยวเอาฉี่ใส่ก๋วยเตี๋ยวแล้วได้ผลเป็นว่าลูกค้าหายปวดเมื่อย รายละเอียดเป็นอย่างไรก็คงต้องตามหาข่าวอ่านกันดู

จริงๆ ความรู้ของปัสสาวะบำบัดนั้นมีมานานกว่า 2500 ปีแล้ว ซึ่งก็ส่งต่อมาเรื่อย ๆ ผ่านยุคสมัย ในยุคนี้ผมก็ได้มารู้จักกับปัสสาวะบำบัด หรือการใช้ฉี่รักษาโรค จากแพทย์วิถีธรรมนี่แหละ ซึ่งในตอนนี้เขาก็เผยแพร่งานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการใช้น้ำปัสสาวะรักษาโรคออกมา ก็เป็นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่มาเข้ารับการอบรม (ดู งานวิจัย การใช้ปัสสาวะในการดูแลสุขภาพ)

ในค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม บางค่ายก็จะมีการให้ความรู้เรื่องปัสสาวะบำบัดด้วย โดยหลักการแล้วการใช้ฉี่รักษาโรคนั้น ได้ผลดี มีประสิทธิภาพ หาได้ง่าย ผลิตได้เอง แต่การใช้ยังไม่แพร่หลายเพราะติดตรงตัวปัสสาวะนั้น ดูจะเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับคนทั่วไป

การที่ปัสสาวะนั้นมีกลิ่นเหม็นจนถึงเหม็นมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากอาหารที่กินเข้าไป สมัยผมกินเนื้อสัตว์นี่ยอมรับเลยว่ากลิ่นแรงมาก แต่พอปรับเปลี่ยนมากินอาหารมังสวิรัติแบบอาหารสุขภาพนั้นก็ได้พบกับปัสสาวะที่รสจืด บางครั้งกลับมีกลิ่นหอมเหมือนชาอ่อน ๆ

ประสบการณ์ส่วนตัวก็ใช้มาแล้วทุกแบบ แต่จะใช้บ่อยที่สุดก็คือการใช้ น้ำปัสสาวะรักษาแผล ซึ่งการทำงานอยู่กับสวนกับต้นไม้ มักจะเกิดแผลเล็กน้อยเป็นประจำ แล้วในพื้นที่จะมีแมลงหวี่ การใช้น้ำปัสสาวะใส่แผล จะทำให้แผลแห้งเร็ว รักษาตัวได้เร็ว เพียงแค่หยอดใส่แผลที่มีลักษณะรอยข่วน แม้จะมีเลือดไหล ก็ใช้น้ำปัสสาวะเช็ดเลือดได้ รอสักพักแผลจะแห้ง ไม่มีแมลงมาตอม ทำให้แผลสะอาดจากเชื้อโรคอันมีแมลงเป็นพาหะได้ ซึ่งผู้อ่านอาจจะพิจารณาทางเลือกอื่น เช่นยาแดง พลาสเตอร์ปิดแผล แต่ในความเห็นของผมนั้น ปัสสาวะเป็นยาที่หาได้ง่ายและไม่มีโทษ ดังนั้นก็จะเลือกที่จะใช้เป็นตัวเลือกแรก หากไม่สามารถรักษาได้ ก็จะพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ ต่อไป แต่จากประสบกาณ์ที่ได้ทดลองมา ส่วนมาก ถึงประมาณ 95 % หายได้เพียงแค่ใช้น้ำปัสสาวะ จะมีกรณีแผลอักเสบ ที่เกิดเพราะแมลงตอมแผลเท่านั้นที่ไม่สามารถรักษาได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าน้ำปัสสาวะจะไม่มีประสิทธิภาพ อาจจะมีองค์ประกอบอื่นที่เป็นต้นเหตุของปัญหา เช่นจากที่เคยศึกษามา การกินอาหารฤทธิ์ร้อน ทอด เผ็ด รสจัด ในช่วงที่เป็นแผล ก็ทำให้แผลกำเริบหรือหายช้าได้เช่นกัน

ผู้สนใจสามารถศึกษาหาความรู้อื่น ๆ เกี่ยวกับปัสสาวะบำบัดได้ในงานวิจัยของสถาบันวิชชาราม ตามลิงก์ด้านล่างนี้

การวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ผลของการใช้น้ำปัสสาวะในการดูแลสุขภาพของผู้เข้ารับการอบรมสุขภาพแพทย์วิถีธรรม

blog.vijjaram.org/results-of-urine-therapy-use-to-health-care-of-buddhist-dhamma-medicine-participant/

โสดดีหรือมีคู่ โสดอย่างมั่นคง มีคู่อย่างพ้นทุกข์

เขียนบทความเกี่ยวกับความรัก การอยู่เป็นโสด ทุกข์ของคนคู่มาสักพัก ตอนนี้มีกุศลวิบากเข้ามา คือ ได้มีโอกาสช่วยกลุ่มแพทย์วิถีธรรม รวบรวมข้อมูลในหมวดหมู่ โสดดีหรือมีคู่ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้สะดวกต่อการค้นหา ซึ่งก็จะรวบรวมเอาความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องคนโสดคนมีคู่มารวมเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งจากหลักฐานในพระไตรปิฎกหรือธรรมะจากครูบาอาจารย์ หรือกระทั่งบทความหรือความเห็นที่มีทิศทางที่พาไปสู่การพ้นทุกข์ หลุดพ้นจากความโลภ โกรธ หลงในมุขของการหลงในความเป็นคู่ เราก็จะเอามารวบรวมลงกันไว้ที่นี่

โครงการ “โสดดีหรือมีคู่” นี้ยังเป็นโครงการที่อยู่ในระหว่างรวบรวมข้อมูลและทดลองเผยแพร่ ซึ่งจะมีการปรับแก้ไขอยู่เป็นระยะตามความเหมาะสม ถ้าใครเห็นประโยชน์ก็สามารถเข้ามาติชมได้ หรือมีข้อมูลที่คิดว่าสำคัญ ต้องการนำเสนอเพื่อที่จะร่วมเผยแพร่ ก็สามารถติดต่อเข้ามาได้ ในส่วนงานวิชาการของแพทย์วิถีธรรมเขาก็จะมีคนประสานงานอยู่ หรือถ้าอ่านจากโพสนี้แล้ว ไม่รู้จะไปติดต่อใคร ก็ติดต่อมาทางผมก็ได้ครับ

สนใจเรื่องความรัก ความโสด การแต่งงาน ก็ลองศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง “โสดดีหรือมีคู่” ที่ร่วมกันรวบรวมข้อมูลโดยจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมกันได้ที่

โสดดีหรือมีคู่

เรียนรู้การสอนจากอาจารย์

การที่เราได้พบกับครูบาอาจารย์ ได้ฟังความคิดเห็นของท่าน ได้พูดคุย ได้ซักถาม ได้ทำงานร่วมกัน เป็นสิ่งที่เลิศยอดที่สุดสิ่งหนึ่งในชีวิตที่จะพึงมีได้ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ในอนุตริยสูตร

ผมเคยได้เห็นหลายลีลาการสอนของอาจารย์ทั้งแบบปกติ จริงจัง ดุ ปล่อยวาง ทำเฉย ฯลฯ แต่ละครั้งก็เป็นสิ่งที่ประทับไว้ในใจ เพื่อการเรียนรู้และประโยชน์ของศิษย์

ครั้งนี้ไปค่ายพระไตรปิฎก สิ่งพื้นฐานที่ได้เรียนก็คือภาคทฤษฎี แต่ค่ายนี้จะมีภาคปฏิบัติที่เพิ่มขึ้นมา คือกิจกรรมการทำบาราย ซึ่งต้องใช้กำลังคนจำนวนมากในการทำ

ภาวะผู้นำนั้นเป็นสิ่งที่อาจารย์ได้แสดงให้ได้เห็นและเรียนรู้อยู่เสมอ ผมไม่แปลกใจที่จะมีผู้คนจำนวนมากที่ศรัทธาและมาร่วมเสียสละเช่นนี้

ระหว่างที่ร่วมพูดคุยงานในส่วนวิชาการและสื่อ อาจารย์ได้เดินมาทักทาย และพูดคุย มีเนื้อความตอนหนึ่งประมาณว่า “การสอนงานคนนี่แหละจะทำให้บรรลุธรรมเร็วที่สุด” เนื้อหาขยายหลังจากนั้นคือการสอนนี่จะได้พบกับความไม่ถูกใจ ไม่ได้ดั่งใจ เพ่งโทษกันไปกันมาระหว่างนักเรียนกับคนสอน ก็จะมีโจทย์ให้ได้ฝึกล้างใจกันไป

มาถึงตอนเย็น ผมก็ได้ไปช่วยงานภาคสนาม ทำบาราย ขนอิฐและเศษวัสดุ ลงในร่องน้ำ

ซึ่งตรงนั้นก็มีท่อน้ำที่เชื่อมระหว่างถนนสองฝั่ง อาจารย์ก็บอกให้เอาหินก้อนใหญ่ไปกันปากท่อไม่ให้มีเศษหินเล็ก ๆ หล่นเข้าไป

ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจว่าวางหินอย่างไร เพื่อที่จะได้ผลนั้น อาจารย์ก็มาวางให้ดู เราก็ทำตาม…

ผ่านไปสักครู่เล็ก ๆ ระหว่างลำเลียงหินและเศษวัสดุมาถม ผมก็ลืมไปเลยว่าเคยเอาหินไปวางบังปากท่อ ว่าแล้วก็เอาพวกเศษปูนที่รับมาทุ่มลงไป หมายจะให้เศษแผ่นปูนแตกละเอียด เพราะคนอื่นจะได้ไม่ต้องมาตามทุบกันทีหลัง …อาจารย์เห็นดังนั้นก็ทักอย่างปกติประมาณว่า ค่อย ๆ วางก็ได้นะ เพราะแผ่นหินที่วางกันปากท่อไว้แตกหมดแล้ว

พอได้ยินดังนั้น เราก็นึกได้ ลืมสนิทว่าเคยทำไว้ ว่าแล้วก็ค่อย ๆ รื้อมาทำใหม่ วางให้ดีกว่าเดิม

… ดูเป็นเหตุการณ์ธรรมดา ๆ ในช่วงหนึ่งของกิจกรรม แต่ผมได้เรียนรู้อย่างมากมาย เป็นการทำให้ดูเป็นตัวอย่างว่า การสอนคนต้องทำอย่างไร

นี่ขนาดผมทำลายสิ่งที่อาจารย์ทำให้ดู ท่านก็ยังเฉย ๆ ยังเบิกบานได้อย่างปกติ แล้วก็ยังสามารถบอกสิ่งดีกับผมได้ต่อ ไม่ใช่ปล่อยวางให้มันพังไปอย่างนั้น เป็นความสงบเย็นที่จะรับรู้ได้เมื่อได้ทำงานร่วมด้วย

ตอนที่จัดหินใหม่ให้เข้าที่ ผมก็ระลึกว่า เราก็ต้องใจเย็นแบบอาจารย์นี่แหละ ทำให้ได้แบบอาจารย์นี่แหละ แม้เราจะบอกจะสอนเขาไปแล้ว เขาทำไม่ได้ เขาทำผิด เขาทำพัง เราก็ต้องวางใจ แล้วก็ทำดีบอกสิ่งดีกับเขาไปเรื่อย ๆ ส่วนความไม่พอใจ ความโกรธ ความขุ่นข้องหมองใจ ไม่ใช่หน้าที่ของผู้สอน มีเพียงการนำเสนอสิ่งดีเท่านั้นที่เป็นหน้าที่

สรุปก็ได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี คือได้ฟังคำสั่งสอน และภาคปฏิบัติ คือทำให้ดู ให้เห็นเลยว่า ความดีนั้นต้องทำอย่างไร จึงจะดีจริง ดีแท้ ดีไม่มัวหมอง (ความดีที่มัวหมอง คือดีที่มีอัตตา หรือมีความชอบ ความชังไปปน)

บัณฑิต บนเส้นทางธรรม

การที่เราจะดำเนินชีวิตไปสู่ความผาสุกนั้นได้นั้น จะต้องดำรงชีวิตอย่างบัณฑิต(ผู้รู้ทันกิเลส จนชำระได้โดยลำดับ) แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะยินดีเป็น…บัณฑิต

พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า บัณฑิตพึงประพฤติตนเป็นโสด ส่วนคนโง่ ฝักใฝ่ในเรื่องคู่ ย่อมเศร้าหมอง

ถ้าผมจะเอาเกณนี้มาวัด ผมเชื่อว่าน้อยคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตผมจะเป็นบัณฑิต แน่นอนว่ามีอยู่ส่วนหนึ่งที่เขายินดีประพฤติตนเป็นโสด แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

พวกที่ตั้งใจชัดเจนมันก็ชัดดี ส่วนพวกที่เลือกไปมีคู่เลยมันก็ไปทางนรกชัดเจนดี พวกลูกผีลูกคนนี่ดูยาก เหมือนจะตั้งใจ เหมือนจะเข้าใจ เหมือนจะจริงใจ เหมือนจะเอาธรรมะ เอานิพพานเป็นตัวตั้ง แต่สุดท้ายมักจะ…”เละเทะ” กว่าจำพวกที่เลือกไปมีคู่แต่แรกอีก

มีนักปฏิบัติธรรมหลายคนอยู่เป็นโสด แต่หลายคนก็ไม่ใช่จะเป็นโสดเพราะธรรมะ นั่นเพราะเขาหาที่ถูกใจไม่ได้สักที เขาไม่ได้เข้าใจโทษของกิเลส ไม่ได้เข้าใจวิบากกรรม ไม่ได้เห็นวัฏสงสารที่วนเวียนหลงสุข หลงทุกข์ หลงชอบ หลงชัง มายาวนาน

เป็นการเสแสร้งแกล้งทำ เป็นมารยาของกิเลสที่กดอาการไว้ แสร้งว่าเป็นบัณฑิต เพราะเป็นโสดแล้วเพื่อนนักปฏิบัติธรรมต่างยินดี แล้วทีนี้ปฏิบัติธรรมไปแต่ไม่ได้ลดกิเลส ปฏิบัติธรรมไม่สัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติมิจฉาธรรม ไม่คบสัตบุรุต คบคนพาล กามมันก็โต ความอยากมันจัด สุดท้ายมันไม่เอาแล้วโสดเสิด.. เอาคู่นี่แหละสุขกว่า มันกว่า…

วิบากกรรมของคนที่ศึกษาและปฏิบัติแล้วไปมีคู่จะหนักกว่าคนทั่วไปที่เขายังไม่ปฏิบัติธรรม ถ้าเป็นนักบวชในพุทธศาสนาก็ปาราชิก เปรียบได้กับชาตินี้เกิดมาเป็นโมฆะ เกิดแล้วตายไปเปล่า ๆ ฟรี ๆ เหมือนคนหาเงินหลายร้อยล้านมาแล้วเอาไปเผาเล่น เพื่อเสพสุขจากความอบอุ่นของไฟนั้น

ในมุมของฆารวาสแม้จะไม่มีโทษทางวินัยระบุไว้ แต่โดยสัจจะก็เรียกว่าร่วงกันไปยาว ๆ ชาตินี้คงไม่หวังจะมาเจอกันอีก เพราะรู้แล้วว่าบัณฑิตควรปฏิบัติตนให้เป็นไปเพื่อความโสด แต่จะไปเอาอีกทาง ไปเอาทางตรงข้าม ไปเอาคู่ครอง ไปเอาอย่างคนโง่ มันก็คือการดูถูกธรรมะของพระพุทธเจ้านั่นแหละ

ดูถูกอย่างไร? ก็ดูถูกว่าการมีคู่นั้นสุขกว่าการอยู่เป็นโสดยังไงล่ะ… เพราะความจริง พระพุทธเจ้าตรัสสอนแต่เรื่องทำให้พ้นทุกข์ ให้เป็นอยู่ผาสุก ให้เกิดปัญญา ท่านชี้ให้ว่าถ้าจะเจริญ ให้ทำตนเป็นดั่งบัณฑิต ต้องดำเนินไปแบบนี้ แล้วคนที่ศึกษาและปฏิบัติธรรม รู้ธรรมแล้ว แล้วยังจะไปเอาทางตรงข้าม สรุปก็คือเห็นการมีคู่ดีกว่าธรรมะพระพุทธเจ้านั่นแหละ มันก็ห่างไกลความผาสุก ห่างไกลนิพพานไปเรื่อย ๆ

ผมจะตัดขีดพวกที่รู้ว่าดีแล้ว ทางนี้ดีที่สุดแล้ว แต่ไม่เอา ไปเอาอีกทาง ว่าเป็นพวกทำกรรมที่หนัก ถึงจะวนกลับมาก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก วิบากกรรมของการดูถูกธรรมมันหนัก ขนาดตอนแรกเขายังอยู่เป็นโสด ยังมีโอกาสได้ศึกษาสิ่งที่ดี เขายังเอาตัวให้รอดไม่ได้ แล้วตอนหลังจะมาเอาดี ยาก!! สภาพเหมือนไปตกบ่อขี้มา ขนาดยืนบนพื้นดินธรรมดายังเดินต่อไม่ได้ อยู่ในบ่อขี้บ่อกามมันยิ่งขึ้นยาก จะให้พ้นทุกข์ พ้นชั่ว พ้นโง่ มันไม่ง่าย

พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ให้ห่างไกลคนพาล (คนที่เอาแต่เสพตามกิเลส) คบหาบัณฑิต … ผมว่านะ จากประสบการณ์ ถ้าจะเอาให้ชีวิตเจริญและมีเรื่องปวดหัวน้อย ผมคบแต่บัณฑิตดีกว่า พวกอยากมีคู่ หมกมุ่นกับเรื่องหาคู่มาบำบัดอาการอยากนี่ไม่ไหวล่ะ ให้เขาทุกข์กับความกระสันใคร่อยากของเขาให้พอเถอะ

เหยียบเบรคก่อนจะพุ่งตกนรก

เขายังไม่พร้อม ก็ไม่ต้องไปผลักดัน
ให้พร้อมค่อยช่วย

พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๘
สวนป่านาบุญ ๑

นรกคนดีอันหนึ่งที่สุดจะเผ็ดแสบร้อนก็คือ “การติดการช่วยคน” นี่แหละ และส่วนมากมันจะช่วยพลาด คือมีเจตนาจะช่วยให้มันดีขึ้น กลับกลายเป็นช่วยดึงกันลงนรก คนช่วยก็ลงนรก คนที่ถูกช่วยก็ลงนรก

หลักการประมาณอันหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้เอามาวัดเสมอ ว่าควรหรือยังไม่ควรลงมือช่วย คือความพร้อมของเขา แม้เราจะพร้อม แต่ถ้าเขายังไม่พร้อม ก็ยังไม่ต้องทำ มันยังไม่ถึงเวลา เขายังไม่พร้อมให้เราช่วย อย่าไปทำเกินหน้าที่

ธรรมะพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ อันนี้ เป็นกรรมฐานที่เป็นเหมือนกับติดเบรค ให้ตนเอง ไม่พลาดพุ่งเกินไปจนลงนรก