นารีพิฆาต

สรุปหลังจากดูละครอีกประเด็นก็คือเรื่องผู้หญิงนี่แหละ ปกติในเพจ ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์ จะพิมพ์ในมุมที่บอกกับผู้หญิงเป็นหลักเพราะ คนที่กดไลค์ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง

นั่งดูไปก็…เออ เนาะ เป็นผู้ชายนี่มันลำบากจริง ๆ

จะผ่านด่านมาจนถึงโสดได้ คุณต้องสู้กับด่านมหาหิน

คือเจอคู่ปรับ น่ะเจอแน่ ต้องเจออาการหญิง ๆ ที่ประดังเข้ามา ทั้งเขิน ง้อ งอน อ้อน เอาแต่ใจ ลีลา สายตา สารพัดมารยา ตามแต่วิบากจะปรุงแต่งมา ใครทำชั่วมามากก็โดนมากนั่นแหละ

พอนึกไปมันก็ขำ โอ้โห! นี่มันฝันร้ายของชายชาตินักรบแท้ ๆ เกิดเป็นชายสุดท้ายต้องมาตายด้วยมารยาหญิง แล้วจะหนีก็หนียาก ดีไม่ดีเขาตามมาอีก หนีเข้าป่าก็ใช่ว่าจะรอด รอดชาติหน้า ชาติหน้าเขาก็รออยู่หน้าประตูบ้านก็มี

เกิดมาเป็นชาย ชาตินักรบ(กับกิเลส) แน่นอนว่าสุดท้ายมันก็ต้องสู้ แต่เรื่องรักเรื่องคู่นี่สู้เดี่ยว ๆ เดี๋ยวสาวจะลากไปกิน ทำเก็กทำเก่งไปสู้ ว่าจะโสด ว่าจะโสด ดีไม่ดีเจอเขายิ้มให้ทีเดียวเลิกโสดเลยก็ได้

อย่างน้อยมันก็ต้องหาเพื่อนร่วมรบ หาครูฝึก หาพี่เลี้ยงกันหน่อย ปราบหญิงนี่มันปราบไม่ง่าย เรียกว่าหืดขึ้นคอเลย ไม่ง่ายที่จะรอดจากสมรภูมิออกมาสวย ๆ ต้องมีแขนขาดขาขาดกันบ้าง ยกเว้นแต่สะสมบารมีมาหลายชาติอันนี้ก็เป็นของส่วนตัวกันไป

ถ้าคุณล้างกิเลสเรื่องอยากมีคู่ออกไปได้นะ มันจะเห็นความจริงเลยว่าอาการที่เธอเหล่านั้นแสดงออกไม่ว่าจะเป็นอาการ เขิน อาย งอน ง้อ ส่งสายตา ลีลาท่าที ทำเปิ่นทำโก๊ะ ดูน่ารัก น่าเอ็นดูทั้งหลาย ส่วนใหญ่แล้วมารยาทั้งนั้น บางทีเป็นสิ่งปรุงแต่งที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัว คือปรุงกิเลสจนมันเป็นบุคลิกอย่างนั้นไปแล้ว

จริง ๆ ก็ไม่ได้อยากใช้คำนี้หรอกนะ คือจะให้มันชัด ๆ คือคุณจะเข้าใจว่าจริง ๆ น่ะสิ่งเหล่านั้นน่ะ คือ “ความตอแหล” มันไม่จริง มันถูกสร้างขึ้นมา ต้นกำเนิดมันมาจากกิเลส แม้ดูเผิน ๆ มันจะดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่รากมันเน่า มันเหม็น กลิ่นอุปาทานนี่มันเหม็น

ก็ลองดูสิ ละครเขายังปรุงแต่งลีลาอาการให้เราหลงชอบได้ ความจริงคนก็เป็นอย่างนั้นแหละ เขาก็ปรุงแต่งกันไปว่าทำแบบนั้นแบบนี้จะดูดี จะมีคนรัก ทำแบบนี้จะมีผู้ชายโง่ ๆ มาหลงรัก เหมือนเป็นสัญชาติญาณไปแล้ว เป็นสัญชาติญาณแบบสัตว์ที่ยังต้องหาคู่ ต้องเกี้ยวพาราสีกัน ไปลองดูสารคดีชีวิตสัตว์ก็ได้ แบบเดียวกันนั่นแหละ คือมีการสื่อสารอย่างใดอย่างหนึ่งให้อีกฝ่ายสนใจ

ผมดูเขาทำท่าทางแบบนั้นในละคร ดูไปก็ขำตัวเองไป แต่ก่อนเจอแบบนี้เราก็คงหลงไปเหมือนกันเนาะ มาคิดถึงตอนนี้มันหลงไปลง ใครมาทำมันก็หลงไม่ลง มันเห็นกลลวงแล้วกับเรื่องรักนี่ เหมือนเรารู้ทริคมายากล รู้เสร็จมันก็เท่านั้น มันก็น่าเบื่อ ถ้ายังไม่รู้จริง เขามาแหกตามันก็ตื่นเต้นดีใจตามเขาไปเรื่อยนั่นแหละ

เสพสุขจากความจำ

วันนี้ระหว่างดูข่าวตอนบ่าย เขาก็มีโฆษณาว่าจะมีละครยอดฮิต มาให้ดูกันอีก ก็นึกสนใจ เออเนาะ เขาก็ดูกันทั่วบ้านทั่วเมือง ก็ลองดูเขาสรุปหน่อยแล้วกัน

จะดูละครดึกนี่มันต้องอดทนเหมือนกันนะ ดูไปก็ง่วงไป แต่ก็ได้ประโยชน์อยู่เหมือนกัน ละครน่ะไม่มีประโยชน์อะไรหรอก แต่ประโยชน์ที่ได้มันเกิดจากที่เราพิจารณาโทษมั่นนั่นแหละ เรื่องประโยชน์-โทษในตอนนี้ก็ยกไว้ก่อนเดี๋ยวจะยาว

เห็นเขารวมช็อตเด็ดมาให้ คิดว่าเขาคงคัดมาแต่เจ๋ง ๆ ละนะ เราก็ไม่เคยดู ดูไปตอนแรกก็งงว่าทำไมต้องทำมาให้ดูด้วย ก็นั่งพิจารณาไป…

อ๋อ คนเขาเสพติด อะไรที่คนอยากได้อยากดูอยากเสพเขาก็ทำมาให้เสพนั่นแหละ แสดงว่าเขาประเมินแล้วว่าทำแล้วได้กำไรในทางธุรกิจเขาถึงทำ คือมีคนดูนั่นแหละ

กิเลสในด้านความรักที่โหดร้ายและออกยากกกกกกกกกก..สุด ๆ คือการเสพสุขจากอดีตนี่แหละ เอาแค่อดีตก่อน อนาคต กับปัจจุบันก็ร้ายใช่ย่อย ไว้ว่ากันตอนหลัง

เสพสุขจากอดีต คือนึกย้อนไปถึงเรื่องเก่า วันเก่า ๆ แล้วรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ คิดถึง คร่ำครวญถึง อยากให้ได้มีอดีตแบบนั้นมาเสพอีก

บางคนแม้เลิกรากันไปแล้ว ปัจจุบันแม้ไม่มีอาการอะไร แต่ขอให้ได้นึกถึงอดีตก็สุขใจ แบบนี้ก็ใช่ เป็นกิเลส เป็นภพ ก่อให้เกิด ชาติ ชรา มรณะ ฯลฯ คือไม่จบไม่สิ้นนั่นแหละ

พอคนเสพติดอดีต มันก็จะไปหาอนาคตที่เป็นอดีตแบบนั้น จึงกลายเป็นภพเป็นชาติ เป็นคนในฝัน หนุ่มสาวในสเป็ค ชอบนิสัยลีลาท่าทางแบบนั้นแบบนี้ เพราะมันจำมาหลายชาติ อยากได้มาหลายชาติ ฉันชอบแบบนี้ ๆ พอเห็นปุ๊ปก็รักปั๊บเลย นั่นอุปาทานมันทำงานแล้ว

กลับมาที่ละคร นี่ละครเขาจบไปแล้ว เห็นไหมว่าคนไม่ยอมให้จบ มีบางความเห็นอยากให้มีภาคต่อ อันนี้เขาเสพติดแล้ว หลงกลทั้งผู้จัดทำ หลงทั้งกิเลสในเวลาเดียวกัน

เขาเอาอดีตเก่า ๆ (ที่เรื่องจริงก็ยังไม่ใช่) เอามาตัดต่อกันให้ดู ก็ยังสุข ยังอิ่มเอมใจ ยังชอบอยู่ มันก็เสพอดีตอยู่นั่นแหละ

ละคร ความจริงบนความลวงที่ไม่ควรทำให้ชัด

จากข่าวที่มีความเห็นประมาณว่า : ละครต้องสมจริง

การสื่อสารให้คนรู้เรื่อง ผมว่าบางทีมันไม่ต้องบอกทั้งหมดก็ได้นะ เราใช้ศิลปะบอกเขา เขาก็รู้ได้ การแสดงสัญลักษณ์หลายๆ อย่าง อย่างที่ผมเคยเรียนมาก็มีเรื่องการใช้สัญลักษณ์ในการนำเสนอเรื่องราวในภาพยนต์

จะว่าเป็นเรื่องพื้นฐานก็ว่าได้ เพราะการจะไปสื่อให้ชัดหรือสมจริงนั้น บางครั้งมีอันตรายมากไป หรือเป็นโทษมาก เช่นฉากโดนงูกัดก็ไม่เห็นมีใครจะเอางูไปกัดกันจริงๆเสียหน่อย หรือพวกฉากในละครเช่น ฉากกอด ฉากจูบ จากปล้ำ ข่มขืน ตบตีอะไรก็ว่าไป ถ้าใช้หลักการของเมืองพุทธก็ถือว่าไม่ควร เพราะมันจะไปเร่งกิเลสคนอื่นเขา ให้เขาเกิดความ โลภ โกรธ หลง แต่ถ้าใช้หลักกูก็แล้วแต่จะพิจารณากันไป

ทุกวันนี้สื่อที่นำเสนอส่วนใหญ่นี่ก็ออกแนวลามกอนาจารกันมากอยู่แล้ว เร่งเร้ากันสารพัด กิน กาม เกียรติ ก็พากันเมากันไป