เส้นเล็กผัดผัก

เส้นเล็กผัดผัก

เส้นเล็กผัดผัก

หน้าตาไม่ค่อยน่าดูแถมยังดูจืดชืดอีก ก็ใช่นะ ปรุงน้อยมาก แต่ทีเด็ดมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นหรอก

มันคือเส้นเล็กที่เหลือจากการทำก๋วยเตี๋ยวนี่แหละ ไม่รู้จะเอามาทำอะไร เลยคิดว่าจะเอาไปผัดกับผัก เหมือนที่ทำผัดหมี่

มีข้าวโพดเหลือ ถั่วฝักยาวอีกหน่อย มีผักบุ้งที่ปลูกเอง ก็เอาผักมาต้มก้อนแล้วก็ใส่น้ำมันกันเส้นติดนิด แล้วก็ใส่เส้นลงไปผัด

ไอ้เราก็นึกว่ามันจะออกมาเป็นเหมือนเวลาทำผัดหมี่ ที่ไหนได้ เสร็จแล้วมันเป็นก้อนแป้ง เส้นมันก็จับกลุ่มกัน จะเป็นก๋วยเตี๋ยวก็ไม่ใช่ จะเป็นก้อนแป้งเหมือนพวกกุ่ยช่ายมันก็ไม่เชิง

เรียกได้ว่าสลายรูปของเส้นก๋วยเตี๋ยวไปเลย สัมผัสแปลกใหม่แบบที่เรียกได้ว่า …สัมผัสแบบนี้ก็มีด้วย ก็ถือว่าได้มุมใหม่ ๆ มันก็มีประโยชน์นะ คือได้พิจารณาความ…แบบเนี้ย ของสัมผัส ที่มันไม่ถูกต้องตามที่คิด แต่มันก็กินได้นะ เอาตัวรอดได้อีกวัน

วัตถุดิบจำพวกเส้นนี่จะกะยากว่ากินเท่าไหร่ถึงจะอยู่ท้อง ไม่เหมือนข้าว ผมหัดกินเส้นนี่เรียกได้ว่าบางวันก็มากไป บางวันก็น้อยไป แต่ก็ไม่คิดจะหัดหรอกนะ นาน ๆ ทีกิน ไม่ต้องใส่ใจมากก็ได้

ก๋วยเตี๋ยว

ก๋วยเตี๋ยว

ก๋วยเตี๋ยว

เวลาผมหัดทำอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง จะเริ่มทำจากสูตรทั่วไปก่อน แล้วค่อย ๆ ฝึกลดลงมาจนมีความเหมาะสม

ก๋วยเตี๋ยวเป็นเมนูที่คิดจะหัดทำมานาน ซึ่งก็จะใช้ซุปผักนี่แหละ ก็เลยไปซื้อผักที่ตลาด ผักที่เขาว่าจะให้รสนั้นกลิ่นนี้มาใส่

มีทั้งข้าวโพด กะหล่ำปลี แครอท ผักหวานป่า หัวไชเท้า หอมใหญ่ มะเขือเทศ เห็ดเข็มทอง ต้นหอม ใบผักชี รากผักชี พริกไทย กระเทียม เกลือ ก็อยากรู้เหมือนกันว่าหอมหวานแบบธรรมชาติที่เขาว่ามันเป็นอย่างไร

ก็หั่นทุกอย่างแล้วเอามาต้มรวมกัน ยกเว้นต้นหอมกับผักชีไว้โรยหน้า…ทำตามโลกสุด ๆ เลยนะเนี่ย

ทำเสร็จแล้วก็ลวกผักกินด้วย คือผักบุ้ง กับถั่วฝักยาวหั่นเล็ก ๆ ลองใส่ถั่วลิสงคั่วบด คล้าย ๆ ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย แล้วกินดู….

ก็พบว่า เออรสมันก็หวานนะ แต่มันไม่มาก หวานเบา ๆ ก็เลยลองปรุงไปตามที่เคยกิน ซึ่งก็พบว่า นี่มันไม่เลวเลยนะ เอาไว้เป็นเมนูรับแขกได้เหมือนกัน ทำง่ายด้วย คนทั่วไปคงจะชอบ

วันต่อมาก็เลยลองทำสูตรแบบลดลง คือเหลือแต่กะหล่ำกับไชยาต้ม ใส่เกลือนิดหน่อย และเส้นก๋วยเตี๋ยว ก็ถือว่าโอเคสำหรับผมนะ กินได้สบายแม้จะไม่ปรุงเพิ่ม แต่ถ้าปรุงเพิ่มมันจะแปลก ๆ ไม่เหมือนแบบซุปผักรวม รสมันจะโดด ๆ แบบซุปผักมันจะกลมกล่อมครบรสกว่า

เมนูก๋วยเตี๋ยวนี้ทำกินได้ราว ๆ 3 วัน เส้นยังเหลืออยู่อีกให้ทำอะไรกินได้อีก 2 วัน รวม ค่าใช้จ่ายแล้วประมาณ 140 บาท ถ้าเทียบกับชีวิตในเมืองมันก็ไม่ได้แพงอะไรนัก เอาแค่ 140 บาทกินได้ 3 วันนี่ก็เก่งแล้ว แต่ถ้าเทียบกับชีวิตต่างจังหวัด ก็ยังดูแพงอยู่ดี

แกงกะหรี่ฟักทอง

แกงกะหรี่ฟักทอง

แกงกะหรี่ฟักทอง

เป็นเมนูฟักทองที่ก่อนหน้านี้ทำค่อนข้างบ่อย เพราะคิดไว้ว่าจะหัดทำไว้เป็นเมนูรับแขก

วิธีทำก็เอาฟักทองไปต้มแล้วบด ใส่วัตถุดิบอื่น ๆ ใส่ผงกะหรี่ ต้มให้สุกดีก็เสร็จแล้ว

อย่างเมนูนี้นี่ทำกินหลายวันก่อน ตอนนั้นฝนตกทุกวันอากาศค่อนข้างเย็น เลยว่าจะทำอะไรอุ่น ๆ กิน

แต่วันนั้นอากาศร้อนขึ้น แล้วเราไปกินอาหารฤทธิ์ร้อน มีทั้งหอมใหญ่ ทั้งพริกไทย และผงกะหรี่ … สรุปกินเสร็จก็หวัดกิน

เป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหลก็เพราะกินอาหารที่ทำให้ร่างกายเสียสมดุล คืออากาศก็ร้อน แล้วเรากินของร้อนมากก็เลยป่วย

สุดท้ายก็กินน้ำที่หยดน้ำมันเขียวฤทธิ์เย็นไป ช่วยได้มาก อาการหวัดคัดจมูกที่เกิดขึ้นหลังกินก็หายไปในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ชีวิตนี่ต้องปรับร้อนเย็นให้สมดุล บางทีเราวางแผนทำอาหารล่วงหน้าหลายวัน ซื้อวัตถุดิบมาแล้ว เราก็ปรุงตามแผนเลย บางทีสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยน เราก็ควรจะเปลี่ยนตามบ้าง ยึดแผนไม่วางแผน หวัดเลยกิน.

น้ำพริกหนุ่ม

น้ำพริกหนุ่ม

น้ำพริกหนุ่ม

ไปตลาดคราวก่อน เจอพริกหนุ่ม ผมเคยทำน้ำพริกหนุ่มอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนี้จะลองทำอีกทีตามสูตรที่ได้เคยทำมา

วัตถุดิบนั้นก็มีพริกหนุ่ม หอมแดง กระเทียม เกลือ มีแค่สี่อย่างนี้ก็จะได้น้ำพริกหนุ่ม…..

วิธีการทำก็ไม่มีอะไรยาก เอาทุกอย่างไปย่าง แบบในรูปนี่เรียกว่าเผา เพราะไฟแรงไป เลยทำให้ไหม้เป็นหย่อม ๆ แต่ไม่เป็นไร สุดท้ายเราก็จะมาค่อย ๆ ลอกเอาผิวส่วนที่ไหม้ออก มันจะเป็นแผ่น ลอกไม่ยาก กระเทียมกับหอมยิ่งง่าย

ลอกที่ไหม้ ๆ ออกจนพอใจแล้วก็เอามาตำ ตำไปเท่าที่พอใจ แล้วก็เอามากินคู่กับผักมะเขือเผาและบวบงูสด

ตอนทำก็ดูเหมือนสนุกดี แต่ตอนกินนี่ไม่สนุกเลย แม้พริกหนุ่มจะเป็นพริกที่ไม่เผ็ดนัก แต่ถ้าปริมาณขนาดนี้ก็เผ็ดมากเหมือนกัน

เคยอ่านที่เขาว่าให้เอาเมล็ดพริกออกก่อน ไอ้เราก็ลืมขั้นตอนนั้นไป คิดว่ามันจะไม่เผ็ด ที่ไหนได้ กินไปทรมานไป สรุปมื้อนี้บวบงูเป็นพระเอก น้ำพริกหนุ่มเป็นผู้ร้าย กินไม่หมดอีกต่างหาก เลยแบ่งใส่ขวดโหลไว้ วันต่อมามีฟอง คงกินไม่ได้แล้ว ดีแล้ว…มันเผ็ด

ข้าวผัด

ข้าวผัด

ข้าวผัด

ข้าวผัดเป็นเมนูที่เข้าใจง่าย กินง่าย หลายคนคุ้นเคย มีอะไรก็ใส่ลงไป แล้วก็ผัด ๆ รวมกัน รสชาติมันก็รวม ๆ กันไป

กินรวมนั้นกินง่าย ยิ่งมีหลายรส ยิ่งจะเพิ่มความรู้สึกมากขึ้น ต่างกับกินแยก ถ้าเราเอาส่วนประกอบของข้าวผัดมาแยกกิน จะรู้สึกเลยว่ากินยากมาก ๆ

มันจะไม่กลายเป็นข้าวผัด มันอาจจะเป็นผักสดหรือผักลวกที่เอามากินกับข้าว

แต่ในบางกรณีที่มันรู้สึกยากเกินไป เลยเอามารวมกันนั่นแหละง่ายดี เหมาะสำหรับคนที่เริ่มเข้าสู่ความเรียบง่าย ถ้าเก่งกว่านั้นก็เหลือแต่ผักสดและผักลวกนั่นเอง

ข้าวโพดปิ้ง

ข้าวโพดปิ้ง

ข้าวโพดปิ้ง

เป็นข้าวโพดหนึ่งฝักที่เหลืออยู่ จะเอาไปทำข้าวผัดก็เกรงว่าข้าวโพดมันจะเยอะเกินข้าว จะกลายข้าวโพดผัดข้าวซะเปล่าๆ

ก็หาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตก่อนว่าข้าวโพดปิ้งเขาทำอย่างไรกัน บ้างก็ถอดเปลือกก่อน บ้างก็ว่าให้ปิ้งทั้งเปลือก บ้างก็ว่าต้องทาเนย ทากะทิ ทาอะไรต่อมิอะไร แต่เราก็คงจะไม่ทำให้มันยุ่งยาก ก็เอาไปปิ้งทั้งเปลือกแบบนั้นแหละ

ด้วยความที่ไฟค่อนข้างแรงเปลือกเลยไหม้ไปเกือบหมด จะเห็นได้ชัดจากรอยไหม้ ซึ่งก็ยังกินได้ ไม่มีปัญหาอะไร

ข้าวโพดที่ปิ้งจะมีสีที่เปลี่ยนไปจากข้าวโพดดิบ อาจจะเรียกความเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “สุก” ซึ่งจริง ๆ ผมก็ลองกินข้าวโพดดิบแล้ว มันก็กินได้นะ แต่เอามาทำให้สุกก็อาจจะดีกว่า ตรงนี้ไม่ค่อยมีความรู้ว่าสุกหรือดิบมันต่างกันอย่างไร

ถ้าเป็นผักทั่วไป จะกินสุกก็ได้ ดิบก็ได้ อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้นะ แต่เขาไม่ค่อยนิยมกัน เราก็เลยไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร…

ข้าวผัดข้าวโพด

ข้าวผัดข้าวโพด

ข้าวผัดข้าวโพด

หลังจากลองข้าวโพดทอดวันก่อนแล้วไม่ค่อยโอเค เพราะนอกจากเปลืองน้ำมันแล้วยังเสียสุขภาพอีก

คราวนี้เลยลองข้าวผัดข้าวโพด เพราะอยากรู้ความหวานของข้าวโพดว่ามันจะขนาดไหน

ผมทดลองหุงข้าวพร้อมข้าวโพดส่วนหนึ่ง และนำข้าวโพดไปต้มก่อนผัดส่วนหนึ่ง โดยให้น้ำข้าวโพดที่ต้มนั้นยังคงเหลือในกะทะ

ใส่ผักเท่าที่พอจะมี คือไปเด็ดใบอ่อมแซ่บป่า ใบโหระพามาใส่ โรยเกลือไปอีกนิด ใส่น้ำมันพอให้มันไม่ติดกันมาก แล้วก็ผัด ผัด ผัด แค่พอคลุกเคล้ากัน และดูให้แห้งนิด ๆ

พอลองชิมแล้วก็รู้สึกว่าหวานมาก นี่ข้าวผัดที่ใส่ข้าวโพดแค่ฝักเดียวยังหวานได้ขนาดนี้เลย ก็เพิ่งจะรู้เหมือนกัน

อาหารมื้อนี้ทุนต่ำมาก ข้าวโพดก็ 5 บาท ข้าวก็ประมาณ 4 บาท ผักก็เด็ด ๆ เอา มีเกลือกับน้ำมันอีกนิดหน่อย 1 บาทแล้วกัน น้ำคงไม่ได้คิดเพราะช่วงนี้ใช้น้ำฝน สรุป มื้อนี้ทุน 10 บาท

ข้าวโพด

ข้าวโพด

ข้าวโพด

ซื้อข้าวโพดมาจากตลาด เป็นข้าวโพดที่เขาเด็ดกันสด ๆ ใหม่ ๆ เราจะซื้อทั้งเปลือก เพราะจะเก็บไว้กินอีกวันสองวัน แต่เจ้าของร้านบอกว่าถ้าเก็บไว้กินวันอื่นมันจะจืดนะ เราก็ว่าไม่เป็นไร

เพิ่งรู้เหมือนกันว่าข้าวโพดที่เด็ดหลายวันแล้วจะจืดลง ไม่หวานเหมือนข้าวโพดที่เด็ดมาวันแรก ทั้งนี้ก็ยังไม่ได้ลองชิมหรอกนะ เป็นข้อมูลที่เขาให้มา เพราะปกติก็ได้กินแต่ข้าวโพดที่ขายกันตามซูเปอร์มาเก็ต มันก็คงจะหลายวันแล้วนั่นแหละ แต่ก็ยังหวานอยู่ดี ถ้าได้กินสดจะหวานขนาดไหน เดี๋ยววันหลังจะลองเปรียบเทียบดู

ข้าวโพดนี้ 4 ฝัก 20 บาท จำไม่ได้ว่ากี่กิโล น่าจะสองนะ?? เพราะฝักใหญ่เหมือนกัน ที่เห็นปลายมันไม่ค่อยสวยนั้นเพราะหมักอยู่ในถุงที่ซื้อมาวันนึง มันเลยเน่า ๆ ไปนิดหน่อย

วันแรกลองเอาข้าวโพดนี้ไปทอดสองฝัก สองฝักก็ทุนสิบบาท เอาไปชุบแป้งทอดละนะ สรุปก็กินได้แต่ไม่ค่อยดีเลยไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เพราะนอกจาจะกทอดไหม้และอมน้ำมันมากแล้ว เมล็ดข้าวโพดยังระเบิดได้อีก การทอดข้าวโพดนี่น่ากลัวจริง ๆ

ข้าวสารที่กินต่อวัน

ข้าวสารต่อวัน

ข้าวสารที่กินต่อวัน

วันก่อนผมนั่งอ่านบันทึกเก่า สมัยที่มาอยู่ที่นี่ใหม่ ๆ การทำอาหารเองนั้นต่างจากการกินอาหารที่คนอื่นทำให้มากนัก ซึ่งก็มีข้อดีข้อเสียและข้อจำกัดต่างกันไป

ในกรณีของผมคือต้องทำอาหารเป็นบนข้อจำกัดของทรัพยากร เพราะผมไม่มีตู้เย็น ดังนั้นการซื้อผักและวัตถุดิบอื่น ๆ จึงต้องวางแผนมากกว่าการซื้อมาเก็บตุนไว้

ข้าวก็เช่นกัน ผมซื้อข้าวมาจากกรุงเทพฯ เป็นข้าวไร้สารพิษที่ราคาไม่แพง ข้าวที่สีต่างกันนั้นให้พลังงานต่างกัน ข้าวกล้องก็อยู่ได้นานหน่อย แต่ต้องเคี้ยวละเอียดมากกว่า หุงแล้วแข็งที่สุด ข้าวซ้อมมือก็กลางๆ ส่วนข้าวขัดขาวผมไม่ได้กินเพราะให้พลังงานต่ำมาก กินไปแล้วหิวไว ไม่อยู่ท้อง

เมื่ออ่านบันทุึกไปก็พบว่า ผมเริ่มจากการหัดกินข้าวด้วยการตวง 2 กระป๋อง ทดลองว่าจะมีพลังงานพอไหม จนลดมาเรื่อย ๆ มาถึง 1 กระป๋องแบบไม่ต้องพูน เอาแค่ปริ่ม ๆ ก็มีพลังงานพอจะทำงานทั้งวันแล้ว

พลังงานทั้งวันนี้หมายถึงข้าวเท่านี้สำหรับหนึ่งวัน ไม่ใช่หนึ่งมื้อ(1/3 มื้อ) คือกินมื้อเดียวจบไปเลย สะดวกดี ยิ่งกินหลายมื้อชีวิตยิ่งจะยุ่งยาก กินมื้อเดียวชีวิตจะเรียบง่ายเป็นสุข

ผมเคยวัดตวงดูว่าข้าวที่กินนั้นวันหนึ่งกินเท่าไหร่ ลองแล้วก็ประมาณ 1 ขีด หมายความว่าเดือนหนึ่ง 31 วันผมจะกินข้าว 31 ขีด หรือ 3.กิโลกรัมกับอีกหนึ่งขีด

ข้าวซ้อมมื้อไร้สารพิษที่ซื้อกินอยู่นั้นเขาขายกันกิโลกรัมละประมาณ 35 บาท ดังนั้นหากผมกินข้าวในอัตราดังที่กล่าวมานี้ ถ้าคิดแบบเผื่อ ๆ ผมจะใช้ข้าวไม่เกิน 4 กิโลกรัมต่อเดือน คิดเป็นเงินประมาณ 140 บาท นั่นคือค่าข้าวสารต่อเดือนของผม

ปัดให้กลม ๆ ก็ 150 บาท อันนี้คือ ค่าข้าวสารต่อเดือนที่ที่คำนวณได้ ณ ข้อมูลขนาดนี้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามากไปหรือน้อยไป เพราะยังไม่ได้เทียบกับใคร แต่ถ้าเทียบกับตัวเองเมื่อก่อนก็ถือว่าน้อยลงนะ

มันต้ม

มันต้ม

มันต้ม

มันเทศที่ซื้อมาวันก่อน เอามาต้ม เป็นมันเทศสีส้ม ไม่หวานมาก กำลังดี บางทีหวานไปก็ไม่ดี จะติดหวานเปล่า ๆ เอาเท่าที่มี หาได้ง่าย กินพออิ่มนี่แหละ

ผมเลือกหัวมันที่ค่อนข้างเล็ก เพราะต้มให้สุกได้ง่าย มันหัวใหญ่ต้มสุกยากกว่า ใช้พลังงานมากกว่า แถมกินยากกว่าอีก แต่ก็อาจจะหวานกว่า เพราะสะสมธาตุอาหารมามากกว่า ก็ลองกินกันไป

ซื้อมันมา คิดว่าเอามาต้มนี่ง่ายที่สุดแล้ว ต้มแล้วก็เก็บไว้ได้ข้ามวันโดยไม่ต้องใส่ตู้เย็น ดีจริง ๆ มันต้ม