งานวิจัย ปัสสาวะบำบัด แพทย์วิถีธรรม

ช่วงนี้กระแส การใช้น้ำปัสสาวะมาแรง เพราะมีข่าวร้านก๋วยเตี๋ยวเอาฉี่ใส่ก๋วยเตี๋ยวแล้วได้ผลเป็นว่าลูกค้าหายปวดเมื่อย รายละเอียดเป็นอย่างไรก็คงต้องตามหาข่าวอ่านกันดู

จริงๆ ความรู้ของปัสสาวะบำบัดนั้นมีมานานกว่า 2500 ปีแล้ว ซึ่งก็ส่งต่อมาเรื่อย ๆ ผ่านยุคสมัย ในยุคนี้ผมก็ได้มารู้จักกับปัสสาวะบำบัด หรือการใช้ฉี่รักษาโรค จากแพทย์วิถีธรรมนี่แหละ ซึ่งในตอนนี้เขาก็เผยแพร่งานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการใช้น้ำปัสสาวะรักษาโรคออกมา ก็เป็นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่มาเข้ารับการอบรม (ดู งานวิจัย การใช้ปัสสาวะในการดูแลสุขภาพ)

ในค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม บางค่ายก็จะมีการให้ความรู้เรื่องปัสสาวะบำบัดด้วย โดยหลักการแล้วการใช้ฉี่รักษาโรคนั้น ได้ผลดี มีประสิทธิภาพ หาได้ง่าย ผลิตได้เอง แต่การใช้ยังไม่แพร่หลายเพราะติดตรงตัวปัสสาวะนั้น ดูจะเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับคนทั่วไป

การที่ปัสสาวะนั้นมีกลิ่นเหม็นจนถึงเหม็นมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากอาหารที่กินเข้าไป สมัยผมกินเนื้อสัตว์นี่ยอมรับเลยว่ากลิ่นแรงมาก แต่พอปรับเปลี่ยนมากินอาหารมังสวิรัติแบบอาหารสุขภาพนั้นก็ได้พบกับปัสสาวะที่รสจืด บางครั้งกลับมีกลิ่นหอมเหมือนชาอ่อน ๆ

ประสบการณ์ส่วนตัวก็ใช้มาแล้วทุกแบบ แต่จะใช้บ่อยที่สุดก็คือการใช้ น้ำปัสสาวะรักษาแผล ซึ่งการทำงานอยู่กับสวนกับต้นไม้ มักจะเกิดแผลเล็กน้อยเป็นประจำ แล้วในพื้นที่จะมีแมลงหวี่ การใช้น้ำปัสสาวะใส่แผล จะทำให้แผลแห้งเร็ว รักษาตัวได้เร็ว เพียงแค่หยอดใส่แผลที่มีลักษณะรอยข่วน แม้จะมีเลือดไหล ก็ใช้น้ำปัสสาวะเช็ดเลือดได้ รอสักพักแผลจะแห้ง ไม่มีแมลงมาตอม ทำให้แผลสะอาดจากเชื้อโรคอันมีแมลงเป็นพาหะได้ ซึ่งผู้อ่านอาจจะพิจารณาทางเลือกอื่น เช่นยาแดง พลาสเตอร์ปิดแผล แต่ในความเห็นของผมนั้น ปัสสาวะเป็นยาที่หาได้ง่ายและไม่มีโทษ ดังนั้นก็จะเลือกที่จะใช้เป็นตัวเลือกแรก หากไม่สามารถรักษาได้ ก็จะพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ ต่อไป แต่จากประสบกาณ์ที่ได้ทดลองมา ส่วนมาก ถึงประมาณ 95 % หายได้เพียงแค่ใช้น้ำปัสสาวะ จะมีกรณีแผลอักเสบ ที่เกิดเพราะแมลงตอมแผลเท่านั้นที่ไม่สามารถรักษาได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าน้ำปัสสาวะจะไม่มีประสิทธิภาพ อาจจะมีองค์ประกอบอื่นที่เป็นต้นเหตุของปัญหา เช่นจากที่เคยศึกษามา การกินอาหารฤทธิ์ร้อน ทอด เผ็ด รสจัด ในช่วงที่เป็นแผล ก็ทำให้แผลกำเริบหรือหายช้าได้เช่นกัน

ผู้สนใจสามารถศึกษาหาความรู้อื่น ๆ เกี่ยวกับปัสสาวะบำบัดได้ในงานวิจัยของสถาบันวิชชาราม ตามลิงก์ด้านล่างนี้

การวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ผลของการใช้น้ำปัสสาวะในการดูแลสุขภาพของผู้เข้ารับการอบรมสุขภาพแพทย์วิถีธรรม

blog.vijjaram.org/results-of-urine-therapy-use-to-health-care-of-buddhist-dhamma-medicine-participant/

โสดดีหรือมีคู่ โสดอย่างมั่นคง มีคู่อย่างพ้นทุกข์

เขียนบทความเกี่ยวกับความรัก การอยู่เป็นโสด ทุกข์ของคนคู่มาสักพัก ตอนนี้มีกุศลวิบากเข้ามา คือ ได้มีโอกาสช่วยกลุ่มแพทย์วิถีธรรม รวบรวมข้อมูลในหมวดหมู่ โสดดีหรือมีคู่ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้สะดวกต่อการค้นหา ซึ่งก็จะรวบรวมเอาความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องคนโสดคนมีคู่มารวมเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งจากหลักฐานในพระไตรปิฎกหรือธรรมะจากครูบาอาจารย์ หรือกระทั่งบทความหรือความเห็นที่มีทิศทางที่พาไปสู่การพ้นทุกข์ หลุดพ้นจากความโลภ โกรธ หลงในมุขของการหลงในความเป็นคู่ เราก็จะเอามารวบรวมลงกันไว้ที่นี่

โครงการ “โสดดีหรือมีคู่” นี้ยังเป็นโครงการที่อยู่ในระหว่างรวบรวมข้อมูลและทดลองเผยแพร่ ซึ่งจะมีการปรับแก้ไขอยู่เป็นระยะตามความเหมาะสม ถ้าใครเห็นประโยชน์ก็สามารถเข้ามาติชมได้ หรือมีข้อมูลที่คิดว่าสำคัญ ต้องการนำเสนอเพื่อที่จะร่วมเผยแพร่ ก็สามารถติดต่อเข้ามาได้ ในส่วนงานวิชาการของแพทย์วิถีธรรมเขาก็จะมีคนประสานงานอยู่ หรือถ้าอ่านจากโพสนี้แล้ว ไม่รู้จะไปติดต่อใคร ก็ติดต่อมาทางผมก็ได้ครับ

สนใจเรื่องความรัก ความโสด การแต่งงาน ก็ลองศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง “โสดดีหรือมีคู่” ที่ร่วมกันรวบรวมข้อมูลโดยจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมกันได้ที่

โสดดีหรือมีคู่

บารายคาลเจอร์

ตอนนี้ความรู้กสิกรรมของแพทย์วิถีธรรม กำลังศึกษากันเกี่ยวกับบารายคาลเจอร์ เป็นความรู้ที่นำหลักของบาราย(ธนาคารน้ำแบบปิด) และเพอร์มาคัลเจอร์ (permaculture) มาผสมรวมกัน เพื่อแก้ปัญหาทั้งเรื่องน้ำท่วมและน้ำแล้งในเวลาเดียวกัน

ภาพแสดงโครงสร้างของ บารายคัลเจอร์

หลักการที่ผมเห็นกว้าง ๆ ในด้านการแก้น้ำท่วม คือ สร้างช่องทางระบายน้ำ ให้ไหลไปในจุดที่ต้องการ และการแก้ปัญหาน้ำแล้งก็คือ น้ำที่ไหลไปในจุดที่ต้องการนั่นแหละ ก็รวมกันลงไปใต้ดินตามจุดที่กำหนดไว้ แล้วเวลาจะใช้ก็จะมีให้สูบขึ้นมา

ตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้ลองทำตามหรอก แต่ก็พอจะเห็นภาพว่ามันจะได้ผลอย่างไร เพราะเคยได้ทดลองระบบที่คล้าย ๆ กับธนาคารน้ำใต้ดินอยู่ เหตุก็คือฝนตก แต่น้ำไม่ได้ไหลไปในจุดที่ต้องการ และมีน้ำที่สูบขึ้นมาได้จำนวนมาก จากปั๊มน้ำที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แต่ไม่มีจุดที่เราจะทิ้งน้ำให้ไหลไปเรื่อย ๆ ได้

จึงทดลองขุดหลุมปากกว้างประมาณ 1 ฟุตครึ่ง ลึกประมาณ 1 ฟุตครึ่ง หรือมากกว่า โดยหลักการก็ตั้งใจให้น้ำไปขังในจุดที่ขุดไว้ พอขุดเสร็จก็เอาขี้วัวใส่สลับชั้นกับดิน จนมาถึงชั้นบน ๆ ก็ใส่ดินเยอะหน่อย เพื่อไม่ให้รากพืชไปถูกขี้วัวโดยตรง สภาพพื้นที่ตอนจบงาน ก็จะเห็นเป็นหลุม ๆ ที่ต่ำกว่าระดับพื้นดินนิดหน่อย เพราะต้องการให้น้ำที่สูบขึ้นมาไปขังในพื้นที่นั้น

หลังจากทดลองและปล่อยทิ้งไว้ พบว่าได้ผลดีมาก แม้จะไม่ได้รดน้ำอีกเกือบเดือน แต่พื้นที่ตรงหลุมที่ขุดไว้ก็ยังชุ่มชื้นอยู่ ฟักทองที่หยอดเมล็ดไว้ก็เติบโต ได้ผลดีจนน่าประหลาดใจ เพราะขุดเสร็จ รดน้ำทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมงต่อวัน ไม่กี่วันก็ต้องทิ้งพื้นที่ไปทำกิจกรรมอื่นเป็นเดือน ๆ กลับมาพบว่าต้นฟักทองงามดี และได้ผลดีกว่าที่คาดไว้ ได้ผลดีกว่าแบบที่เคยปลูกปกติเสียอีก

สรุปจากความรู้ที่เคยได้ทดลองมา แม้จะไม่ตรงกันเสียทีเดียว แต่ก็มีความคล้ายกันในหลายส่วน ผู้ที่สนใจทดลองศึกษาบารายคาลเจอร์ เพื่อกสิกรรมยั่งยืน ในแบบฉบับของแพทย์วิถีธรรม ก็สามารถศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้ใน บทความ บารายคาลเจอร์

link : บารายคาลเจอร์ (http://misc.morkeaw.net/)

กำลังศรัทธา สู่พลังใจ

กำลังศรัทธา สู่พลังใจ

ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นเศษส่วนหนึ่งของบรรยากาศพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ซึ่งก็ได้เห็นปรากฏการณ์ที่หาชมได้ยาก นั่นคือความพร้อมใจกันของประชาชนที่มาเฝ้ารอรับเสด็จฯ จึงได้แนวคิดและเก็บมาสังเคราะห์ต่อในประเด็นของความศรัทธา

บ่ายวันที่ ๕ ผมเดินทางไปด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจากต้นทางก็ไม่ค่อยเห็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เท่าไหร่ เท่าที่มองเห็นจะมีคนใส่เสื้อเหลืองราว ๆ 4 ใน 10 ส่วน แต่พอเริ่มเดินทางเข้าใกล้ที่หมายมากขึ้น ภาพรวมก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป สีอื่นเริ่มหายไป เหลือแต่โทนสีเหลืองกับสีอื่น ๆ ของเจ้าหน้าที่

เป็นเวลาบ่ายแก่ ๆ อีกวันหนึ่งที่อากาศร้อนมาก แต่ภาพที่เราเห็นคือมีคนจำนวนมากมาทนร้อนทนแดดกันกลางถนน ภาพเหล่านี้ก็ดูเหมือนภาพธรรมดา อาจจะคิดไปได้ว่า งานสำคัญเช่นนี้เขาก็ทนร้อนกันได้ แต่เมื่อพบคิดทบทวนไป ก็ตั้งข้อสังเกตว่า เราต้องทำดีขนาดไหน ถึงจะมีบารมีขนาดที่ว่ามีคนจำนวนมากมายขนาดนี้ ยอมทนลำบาก ทนร้อน ทนหิว ทนความอึดอัด และอื่น ๆ อีกสารพัดที่ต้องใช้ความอดทน ถ้าเทียบกับตัวเราตอนนี้นี่จะให้คนสักคน เขาออกจากบ้านมาเจอเรายังทำไม่ได้เลย จะให้มาทนแดดทนลำบากอย่างนี้คงไม่ไหว พอระลึกทบทวนได้แบบนี้ก็รู้ซึ้งในบารมีของในหลวง ร.๑๐ มากขึ้น และพิจารณาต่อไปอีกว่า การที่คนจำนวนมากสามารถทนลำบากได้ขนาดนี้ ก็เพราะเขามีกำลังใจที่เข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ความร้อน ตลอดจนความไม่สบายต่าง ๆ กำลังใจที่มากผิดปกตินี้ เกิดจากความศรัทธาอย่างตั้งมั่น เชื่อมั่นในสถาบันกษัตริย์ เชื่อมั่นในความเป็นไทย เป็นความแนบแน่นมั่นคงในจิตใจของประชาชนชาวไทยส่วนมาก

ถ้าให้แต่ละคนมาทนตากแดดรอคนที่เขาไม่ได้รัก ไม่ได้ศรัทธา เขาจะทำกันไม่ได้หรอก พอใจไม่ศรัทธา มันก็ไม่มีกำลัง ไม่มีแรงจะพาร่างกายออกมา มันก็เป็นธรรมดาของคนที่ไม่ใส่ใจ จึงไม่มีพลังพิเศษ ไม่มีพลังใจที่เชื่อมถึงกัน แม้ในวันนั้นผมจะไม่สามารถเดินดูปริมาณผู้คนทั้งหมดได้ด้วยตา แต่ก็พอจะเห็นว่ามาก คือมากพอที่จะทำให้ผมเดินต่อเข้าไปยังส่วนที่ลึก ๆ ไม่ได้ คนมากมายมานั่งรอกันแน่นถนน ถึงแม้จะมีคนมาก ก็ยังมีการแสดงออกถึงน้ำใจที่มีให้กัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ดูแลกันและกัน แบ่งปันน้ำ อาหาร ยา ที่นั่ง ที่หลบแดดแก่กันและกัน จะเห็นได้ว่างานพระราชพิธีครั้งนี้ เป็นงานแห่งการแบ่งปัน ตั้งแต่ประชาชนทั่วไปที่มารอรับเสด็จ จิตอาสา และเจ้าหน้าที่ในส่วนต่าง ๆ

กลับมาที่เรื่องของศรัทธาในมุมมองของผม เมื่อผมได้เจอกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ผมก็มักจะนำมาวิเคราะห์ต่อ พอทบทวนดูแล้ว ศรัทธาเป็นธรรมที่ผมค่อนข้างจะมองข้ามไป ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ ไม่ค่อยมีกลยุทธ์เรื่องศรัทธา แต่จะเน้นไปในด้านปัญญาเป็นหลัก เพราะมองว่า คนมีปัญญาก็คือคนที่ศรัทธานั่นแหละ แต่จากเหตุการณ์นี้ ก็ทำให้เข้าใจมากขึ้นว่า ศรัทธานี่เขามีกำลังนะ มีกำลังขนาดนี้เลยนะ ขนาดที่ว่าเราไม่มีปัญญาจะทำได้นั่นแหละ ซึ่งในทางธรรม การใช้ศรัทธาในเบื้องต้นมันก็แน่นกว่า เพราะปัญญานี่มันฟุ้งพอสมควร แต่ศรัทธานี่จะไปทางแกร่ง แน่นใน ทำให้ภาพรวมชัดเจน ส่วนปัญญาคือความคม ความแม่นยำ ชัดเจน ฯลฯ กรณีเราช่วยคนในด้านเพิ่มศรัทธา เพิ่มกำลังใจ ก็จะทำให้เขาทรงตัวอยู่ได้นาน มีกำลังพอที่จะทนไปได้ระดับหนึ่ง  ส่วนการใช้ปัญญานี่มันก็เสี่ยงสูงเหมือนกัน เพราะถ้าไม่แม่นโอกาสพลาดก็เยอะกว่า ขาดก็ไม่ดี เกินก็ไม่ดี สำคัญคือต้องมีความรู้จริงในเรื่องนั้น ๆ  ซึ่งยากสุดยากในการประมาณการใช้ปัญญาในการช่วยคน แม้ผลจะเป็นที่น่าพอใจสุด ๆ ก็ตามที แต่บางครั้งกลยุทธ์เชิงปัญญามันไปไม่ได้ บางคนเขาเป็นสายศรัทธา เขาก็ไม่รับคลื่นฝั่งปัญญาเท่าไหร่ ถ้ามองในมุมของตัวเอง ผมจะใช้ปัญญาแก้ปัญหาเป็นหลัก ไม่ค่อยได้ใช้ศรัทธาหรือกำลังใจในการผ่านปัญหาที่เข้ามาสักเท่าไรนัก

เรื่องตัวเองก็พอเอาตัวรอดไปได้ระดับหนึ่ง พอมันเป็นเรื่องตัวเองมันก็ง่ายกว่า เพราะมันรู้เห็นได้ชัด พอเป็นเรื่องคนอื่นนี่มันยากมาก แม้ในหลาย ๆ ครั้ง ฟังดูก็พอรู้นะว่าเขาติดอะไร แต่การจะลงดาบเลยทันทีในสภาพที่ศรัทธาไม่พอนี่มันเสียหายอยู่เยอะเหมือนกัน คือถ้าใช้ปัญญากับคนอินทรีย์พละสูงมันก็ง่าย แต่พอเจอคนอินทรีย์พละต่ำ ศรัทธาต่ำ กำลังใจน้อย ไม่เชื่อใจกัน มันก็แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย เพราะเขาเปราะบางเกินไป ผมเคยเจอกรณีแบบนี้หลายครั้ง ส่วนมากจะพลาด ก็นึกว่าเขาแกร่ง แทงไปปุ๊ป!…เหลวเป็นเต้าหู้หลอดเลย หลัง ๆ เลยคิดเลยว่า พอ ๆ ถ้าไม่ศรัทธากันมากพอไม่เสี่ยงแล้ว ทีนี้พอมาเห็นปรากฏการณ์ในวันที่ ๕ ก็ตั้งใจใหม่ ว่าจริง ๆ เราไปพัฒนาด้านศรัทธาบ้างก็ได้ ไม่เห็นต้องใช้ด้านปัญญาทั้งหมดเลย ศรัทธามาก่อนมันก็แกร่งดี ทนแดด ทนร้อน ทนหอก ทนดาบได้ดี มันก็น่าจะพัฒนาได้ไกลกว่า

แม้กับตัวเราเองก็ตาม การฝึกในด้านศรัทธา หรือเพิ่มกำลังใจ ก็จะทำให้ใจแกร่งขึ้น ทนขึ้น หนักแน่นขึ้นอีก ก็ไม่ได้เอาความแกร่งของใจไปใช้กับอะไรหรอก ก็ใช้กับกิเลสเรานั่นแหละ ส่วนที่ทนแดด ทนฝน ทนลำบากได้ อันนั้นกำไรทางโลก

วารสารวิชาการวิชชาราม ฉบับที่ 2

หลังจากฉบับแรกก็ออกกันมาก่อนหน้านี้สักพักใหญ่ ล่าสุดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา วารสารวิชาการ วิชชารามฉบับที่สองก็ได้พิมพ์ออกมาจำหน่ายแล้ว ซึ่งจนถึงป่านนี้หลายคนที่เป็นแฟนคลับแพทย์วิถีธรรมก็คงมีกันไว้ในครอบครองแล้ว

ปัจจุบันมีการทำเว็บไซต์ สถาบันวิชชาราม (vijjaram.org) ซึ่งจะใช้เพื่ออัพเดทเนื้อหาในส่วนงานวิชาการของเครือข่ายแพทย์วิถีธรรม รวมถึงงานส่วนสถาบันวิชชารามอีกด้วย ซึ่งวารสารวิชาการวิชชารามเล่ม 2 นี้ก็เปิดให้ดาวน์โหลดกันฟรี ในเว็บไซต์ สามารถติดตามเข้าไปดูรายละเอียดได้ ซึ่งสามารถชมได้ทั้งแบบ pdf และอ่านบทความออนไลน์

วารสารวิชชาการ วิชชาราม ฉบับที่ 2วารสารวิชาการ วิชาราม ฉบับที่ 2

รัก 100 ทุกข์ 100

รัก 100 ทุกข์ 100
รัก 1 ทุกข์ 1
รัก 0 ทุกข์ 0

ไม่รักก็ไม่มีทุกข์เลย …
พึงรักษาความโสด ดุจเกลือรักษาความเค็ม ! :)

จิตที่ยินดีในความโสด หมายถึงความยินดีที่ไม่ต้องเอาวัตถุสิ่งของ ลาภสักการะ บุคคลหรือบริวารใด ๆ มาบำเรอตน

คนที่ไม่ยินดีในความโสด จะแสดงอาการอยากกระหาย แสวงหา ล่อลวง ตลบตะแลง ใช้อำนาจ วาสนา บารมี ที่ตนมี เพื่อให้ได้มาซึ่งกาม หรือสิ่งสนองอัตตา มาเพื่อเสพสมใจ

ความยินดีในความโสด คือความยินดี พอใจ พอเพียง ตามที่ตนมี ตามที่ตนได้

ความไม่ยินดีในความโสด คือความไม่พอเพียง คือความโลภ คือตัณหา ต้องหา”บางสิ่ง” ตามที่ตนยึดมั่นถือมั่น มาเติมเต็มตนเอง

คนโสดพุทธะ คือคนเต็มคน ไม่ขาดไม่พร่อง จะอยู่คนเดียวก็ไม่ทุกข์ อยู่หลายคนก็ไม่ทุกข์

คนโสดไสยะ คือคนพร่อง ๆ แหว่ง ๆ ต้องหามาเติมร่ำไป ไม่เคยพอ ไม่พอใจ น้อยใจ เว้าใจ แหว่งใจเมื่อต้องอยู่คนเดียว อึดอัดขัดข้องใจเมื่อเห็นคนอื่นเขาเคียงคู่กัน

โลกธรรม …น่ากลัว

อ่านข่าวเมื่อเช้า “ยูทูบเบอร์อยากทำคลิประห่ำ ให้แฟนท้องยิง .50 ใส่อก ดับสลดต่อหน้าลูก

ทำให้เห็นภาพของคนในสมัยนี้ที่พยายามปั้นตัวตนให้เด่นให้ดัง บางครอบครัวปั้นกันตั้งแต่ยังเป็นเด็ก โดยความเป็นโลกีย์นั้นก็เหมือนจะดี เด่นดัง ก็มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุขปลอม ๆ มาให้เสพ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นล้วนเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นโดยไร้ความหมาย…

โลกธรรมคือสิ่งที่หลอกคนให้หลงวนไป เป็นกิเลสอีกชุดหนึ่งที่เรียกว่ากว้างใหญ่ สร้างผลกระทบชัดเจนต่อตนเองและผู้อื่น อย่างเรื่องกามรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสนี่บางทีมันก็ไม่ได้ไปกระทบผู้อื่นโดยตรง แต่โลกธรรมนี่มันต้องมีผู้อื่นเป็นองค์ประกอบในการได้เสพ

ดังกรณีตัวอย่าง เป็นสภาพที่หลงโลกธรรมจนทำอะไรที่ไม่สมควรทำ เพียงเพื่อต้องการให้เด่นให้ดัง คืออยากได้สรรเสริญ แต่สิ่งที่แลกไปนั้นคือชีวิต

ซึ่งในความจริงแล้วสรรเสริญก็ไม่ใช่สิ่งที่มีค่าอะไร ได้มาก็เสียไป ไม่ใช่ของเรา เป็นสิ่งที่โลกให้ โลกปรุงแต่งว่าสิ่งนั้นดี งาม เลิศ ฯลฯ แล้วเขาก็ยกมาให้เรา ถ้าเราไม่หลงก็จบไป จะปล่อยวางหรือจะใช้ประโยชน์ให้เกิดกุศลก็ได้

แต่ถ้าเขาให้สรรเสริญเรามา เราโพสคลิปวีดีโอลงไป โพสบทความลงไป โพสรูปภาพลงไป เขาชม เขาเชียร์แล้วเราไปยึดมาเป็นของเรา ดีใจ ฟูใจ สุขใจ กิเลสมันก็โต มันก็จะอยากเสพมากขึ้น อยากทำให้คนสรรเสริญมากขึ้น

อย่างในข่าวเขาก็อยากทำคลิปที่มันระห่ำ อยากเป็นคนกล้าท้าความตาย ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกโลกครอบงำ และในโลกอินเตอร์เน็ตก็ยังมีอีกมากมายที่เป็นเช่นนี้ เพียงแต่มีการแสดงออกต่างกัน บางคนไปทางอาหารการกินบ้าง บางคนไปทางการแสดงบ้าง บางคนไปทางโป๊เปลือยบ้าง ฯลฯ

ตัวชี้วัดหยาบ ๆ ว่ากิจกรรมที่แสดงออกนั้นดีจริงหรือไม่ ก็สังเกตดูว่าสิ่งที่ทำนั้นมันเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นอย่างยั่งยืนหรือไม่ ทำให้คนโลภ โกรธ หลง มัวเมาเพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้ามันไปทางฝั่งไม่เป็นประโยชน์ เพิ่มโลภโกรธหลง ก็หยุด ก็เลิก

แต่ความจริง ถ้าเขาหลงมันจะเลิกไม่ได้ โลกธรรมจะมอมเมาว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ดี มหาโจรก็มีลูกน้องโจร ดังนั้นไม่ได้หมายความว่ามีคนเข้ามาสรรเสริญแล้วสิ่งที่ทำอยู่นั้นจะเป็นสิ่งดีเสมอไป โลกจะหลอก จะยั่วย้อมมอมเมา ให้คนหลงอยู่กับสิ่งลวงเหล่านั้น …ตลอดไป

การคบคุ้น สู่ความสุข/ทุกข์

สมัยก่อน ตอนที่ยังศึกษาและปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ ผมก็ตะลอน ๆ ไปเรื่อยตามประสาคนอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ สำนักนั้นบ้าง สำนักนี้บ้าง คบคุ้นกับคนกลุ่มนั้นบ้าง กลุ่มนี้บ้าง ตามแต่โอกาสที่พอจะมี ก็เหมือนกับว่าเป็นคนเร่ร่อนละนะ ยังไม่ปักหลัก ยังไม่ลงตัว ยังไม่ชัดเจน

จนวันที่มาคบคุ้นกับกลุ่มแพทย์วิถีธรรม ก็ศึกษากันอยู่พักใหญ่ แต่ยิ่งศึกษาไปนานวัน คบคุ้นกันไปนานปี ก็ยิ่งศรัทธาขึ้น จนมาวันนี้ก็ได้ส่งใบสมัครเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเขาเป็นที่เรียบร้อย

เวลาที่ผมรู้สึกว่าชัดเจน แล้วจะไม่ค่อยเสียเวลากับสิ่งอื่น เพราะ เวลา แรงงานและทรัพยากรต่าง ๆ ของเราเนี่ย มันมีจำกัด เราต้องบริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุด เท่าที่จะมีแรงทำได้

ถ้าวิเคราะห์ในมุมของการบริหาร ผมจำเป็นต้องเททรัพยากรให้กับหน่วยลงทุนที่ได้ผลกำไรสูงสุด เพื่อผลประโยชน์ของตัวผมเอง ผมจะไม่ไปเทเรี่ยราด ตรงนั้นที ตรงนี้ที เพราะมันทำให้ผมเสียโอกาสดี ๆ ไป

ซึ่งตรงนี้ก็เป็นความเห็นของแต่ละคนว่ากลุ่มไหนดี กิจกรรมไหนดี ก็วิเคราะห์จำแนกกันไปตามปัญญาของแต่ละคน ก็ทดลองกันไปว่าอยู่แล้วเจริญไหม? เจริญได้แค่ไหน? เจริญได้จริงหรือไม่? มั่นคงยั่งยืนหรือไม่? ถ้ามันโอเคก็ทุ่มเทลงไป

แต่ก็ใช่ว่าผมจะไม่เคยทดลองไปกิจกรรมกับกลุ่มอื่น หลังจากศึกษาจนเข้าใจทางแล้ว ทำได้บ้างแล้ว ผมก็ได้ลองไปเข้ากลุ่มนั้นบ้างกลุ่มนี้บ้าง (อีกแล้ว) ส่วนหนึ่งเพื่อศึกษาเขาว่าเขาทำอย่างเราหรือไม่ อีกส่วนหนึ่งคือไปเอื้อเขา เผื่อว่าเขาจะเห็นดีกับเรา

จนกระทั่งผมพบว่าผมไม่เจอกลุ่มไหนเลยที่คิดเห็นและปฏิบัติธรรมเหมือนสายที่ผมศึกษา ซึ่งผมก็เห็นว่าทางที่ผมศึกษาแล้วมันได้ผลจริง อ้าว… แล้วที่เขาทำอยู่มันคืออะไร? ก็พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าทางปฏิบัติถึงผลมันมีทางเดียว แล้วทางอื่นมันคืออะไร ก็คงไม่ต้องคิดให้วุ่นวายใจ ก็จบประเด็นแรกไป

ประเด็นที่สองคือไปเอื้อเขา แรกปฏิบัติธรรมได้ใหม่ ๆ มันก็มีน้ำใจไง ติดดีไง คืออยากให้เกิดดี ก็เลยไปกลุ่มนั้นกลุ่มนี้เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนกับเขา แต่ผลคือเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเราหรอกนะ และเราก็ไม่ได้ขยันยัดเยียดสักเท่าไหร่ แค่บอกไปทีเดียว ไม่ขยับก็เลิกแล้ว มารู้เอาตอนท้ายว่าที่ทำนี่มันเหนื่อยฟรี เอาจริง ๆ ก็ไม่ต้องไปเอื้อใครเขามากหรอก เราก็พิมพ์ก็พูดไป ใครเขาศรัทธา เขาก็มาคุยเองแหละ ไม่ต้องผลักดันหรอก

พอตอบโจทย์สองประเด็นจบ ก็เลิกเสียเวลาเลย ก็มุ่งเอาสายเดียวนี่แหละ ผมมั่นใจว่าใช่ เพราะผมปฏิบัติแล้วมีผล จิตมันเปลี่ยนแปลงได้จริง กิเลสมันลดได้จริง กิเลสมันตายได้จริง ที่สำคัญ ยิ่งคบคุ้นปฏิบัติตามนานวันผมยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้น แม่นขึ้น คมขึ้น คุมกระบี่ได้ดียิ่งขึ้น ก็เป็นเหตุผลที่ผมเลือกที่จะคบคุ้นกลุ่มที่จะทำให้ผมเจริญขึ้นเท่านั้น

พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของการพ้นทุกข์ แต่ถ้าอยากทุกข์ก็ทำตรงข้ามกับ ไปคบมิตรชั่ว สหายกิเลสหนา สังคมสร้างปัญหา ขยันสะสมตัณหา ชวนกันเพิ่มความโลภ โกรธ หลง ก็จะได้ชีวิตทุกข์ ๆ อย่างที่เห็นกันโดยมากในทุกวันนี้

เส้นขาวบนถนน – ศีลในชีวิต

วันก่อนขับรถลงอุโมง เขาก็มีเส้นขาวถี่ๆ บอกให้เรารู้ว่านี่มันเริ่มล้ำเส้นออกไปแล้ว เมื่อล้ำเส้นออกไปมันก็อาจจะไปเบียนเบียนหรือไปชนคนอื่นเขา สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายได้

ศีล ก็คล้าย ๆ กัน คือเป็นกรอบของการปฏิบัติ ศีลที่สูงขึ้นก็ล้อมกรอบให้มีการเบียดเบียนน้อยลง ในเบื้องต้นพุทธศาสนิกชนก็ปฏิบัติศีล ๕ กันให้ได้ก่อน พอมั่นคงในศีล ไม่หวั่นไหวต่อกิเลสที่มายั่วยวนให้ผิดศีล ก็ค่อย ๆ เพิ่มศีลไปเรื่อย ๆ จะศีล ๘, ๑๐ หรืออธิศีลจากฐานเดิมในบางข้อบางประเด็นก็ได้ทั้งนั้น

ผมแปลกใจที่ชาวพุทธสมัยนี้ ไม่ค่อยคุยกันเรื่องศีล ซึ่งเป็นเบื้องต้นของการปฏิบัติ ในเรื่องศีลก็มีรายละเอียด ถือแบบถูกก็มี ถือแบบผิดก็มี คือมีศีลแต่ความเห็นในการปฏิบัติมันผิด

แต่ลึก ๆ ผมก็ไม่แปลกใจหรอก ยุคนี้มันก็เป็นแบบนี้แหละ เหมือนพยายามขับรถในกรอบในเส้น แต่ไม่ได้แก้นิสัยใจร้อนโมโหร้ายขับรถโดยประมาท ถือศีลผิดก็เช่นกัน มีศีลแต่ไม่ได้ใช้องค์ประกอบของศีลในการปฏิบัติธรรมให้เจริญ

เขาทิ้งเรา เราทิ้งเขา

อ่านเจอกระทู้หนึ่งในพันทิพ เขาว่าลูกกับเมียเขากำลังจะตีตัวออกห่างเขา ทั้งบ้านและรถ ไม่ใช่ชื่อเขา ถ้าเป็นคุณจะทำอย่างไร?

ผมอ่านแล้วก็น่าคิด ถ้าเป็นผมตอนนี้ ผมยอมให้หมดเลย อยากได้อะไรก็เอาไป จะไปไหนก็ไป เรามีทางไปของเราแล้ว บ่วงหลุดไปจากเรา เราไม่ต้องลำบากแล้ว ดังนั้นผมประเมินว่าถ้าเราปฏิบัติธรรมจนได้ผลประมาณหนึ่ง เมื่อพบกับเหตุการณ์เขาทิ้งเรามันจะไม่ยากเท่าไหร่

แต่ถ้าเป็นคนทั่วไป ไม่ได้ศึกษาปฏิบัติธรรม ผมก็เข้าใจ เขาทุกข์แน่นอนแหละ แต่จะทุกข์หนักทุกข์นานแค่ไหนนั่นก็แล้วแต่วิบาก ถ้ามันหมดวิบากก็ไม่ต้องไปแส่หาเพิ่ม เอาเวลาไปศึกษาธรรมให้พ้นทุกข์ พ้นวนเวียนเรื่องครอบครัวจะดีกว่า

ทีนี้มาคิดถึงประเด็นเราทิ้งเขา(ทั้งที่ยังรัก)นี่มันยาก มันต่างกับเขาทิ้งเราโดยสิ้นเชิง เขาทิ้งเรานี่เราแค่รับกรรมเก่าที่ทำมา ส่วนกรรมชั่วใหม่เราไม่ทำมันก็จบไป แต่สำหรับเราทิ้งเขานี่มันยาก เพราะมันเป็นกรรมใหม่ที่เราจะต้องทำเพื่อความเจริญ

ปกติมันทิ้งกันไม่ได้ง่าย ๆ หรอก มีสารพัดร้อยล้านเหตุผลที่จะติดอยู่อย่างนั้น มันจะหนืด ๆ ดึงไม่ค่อยออก เรียกว่าไม่ยอมดึงตัวเองออกมาเลยจะชัดกว่า

ตรงนี้แหละที่มันจะยาก เพราะจะไม่ออกมาเลยก็ติดกาม กระชากออกมาก็เป็นอัตตา มันโต่งทั้งด้านอยู่ ทั้งด้านไป แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าบำเพ็ญความดีไปทั้งชาติแล้วเขาจะปล่อยเรา บางทีการปล่อยไปตามกรรมทั้งชาติโดยไม่ทำอะไรให้ชัดเจน ก็เป็นการสร้างวิบากกรรมใหม่เช่นกัน คือกรรมที่ไม่พยายามทำอะไรดี ๆ เลย ซึ่งมันก็จะทำให้ช้า บางทีมันต้องพรากออกมาเพื่อประโยชน์ที่มากกว่า แม้จะเป็นช่วง ๆ ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

นี่ขนาดคนอยากออกจากความเป็นครอบครัวยังยากในการประมาณ นับประสาอะไรกับคนทั่วไป ยากนักที่คนทั่วไปจะอยากออกจากความเป็นครอบครัว ออกจากสภาพความเป็นคู่ มาอยู่อย่างยินดีในความโสด

คนบวชเป็นพระมานานยังสึกไปมีเมียได้ สารพัดมิจฉาธรรมที่พาให้คนยินดีในการมีคู่ สื่อสารออกไปแล้วไม่ได้ทำให้คนละหน่ายความอยากมีคู่ ซ้ำร้ายบางทียังหาข้ออ้าง หาช่องทางในการมีคู่ได้โดยดูไม่ผิดหลักธรรมอีก ยุคนี้กิเลสมันร้าย ระวังกันไว้นะครับ