โลกธรรม …น่ากลัว

อ่านข่าวเมื่อเช้า “ยูทูบเบอร์อยากทำคลิประห่ำ ให้แฟนท้องยิง .50 ใส่อก ดับสลดต่อหน้าลูก

ทำให้เห็นภาพของคนในสมัยนี้ที่พยายามปั้นตัวตนให้เด่นให้ดัง บางครอบครัวปั้นกันตั้งแต่ยังเป็นเด็ก โดยความเป็นโลกีย์นั้นก็เหมือนจะดี เด่นดัง ก็มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุขปลอม ๆ มาให้เสพ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นล้วนเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นโดยไร้ความหมาย…

โลกธรรมคือสิ่งที่หลอกคนให้หลงวนไป เป็นกิเลสอีกชุดหนึ่งที่เรียกว่ากว้างใหญ่ สร้างผลกระทบชัดเจนต่อตนเองและผู้อื่น อย่างเรื่องกามรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสนี่บางทีมันก็ไม่ได้ไปกระทบผู้อื่นโดยตรง แต่โลกธรรมนี่มันต้องมีผู้อื่นเป็นองค์ประกอบในการได้เสพ

ดังกรณีตัวอย่าง เป็นสภาพที่หลงโลกธรรมจนทำอะไรที่ไม่สมควรทำ เพียงเพื่อต้องการให้เด่นให้ดัง คืออยากได้สรรเสริญ แต่สิ่งที่แลกไปนั้นคือชีวิต

ซึ่งในความจริงแล้วสรรเสริญก็ไม่ใช่สิ่งที่มีค่าอะไร ได้มาก็เสียไป ไม่ใช่ของเรา เป็นสิ่งที่โลกให้ โลกปรุงแต่งว่าสิ่งนั้นดี งาม เลิศ ฯลฯ แล้วเขาก็ยกมาให้เรา ถ้าเราไม่หลงก็จบไป จะปล่อยวางหรือจะใช้ประโยชน์ให้เกิดกุศลก็ได้

แต่ถ้าเขาให้สรรเสริญเรามา เราโพสคลิปวีดีโอลงไป โพสบทความลงไป โพสรูปภาพลงไป เขาชม เขาเชียร์แล้วเราไปยึดมาเป็นของเรา ดีใจ ฟูใจ สุขใจ กิเลสมันก็โต มันก็จะอยากเสพมากขึ้น อยากทำให้คนสรรเสริญมากขึ้น

อย่างในข่าวเขาก็อยากทำคลิปที่มันระห่ำ อยากเป็นคนกล้าท้าความตาย ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกโลกครอบงำ และในโลกอินเตอร์เน็ตก็ยังมีอีกมากมายที่เป็นเช่นนี้ เพียงแต่มีการแสดงออกต่างกัน บางคนไปทางอาหารการกินบ้าง บางคนไปทางการแสดงบ้าง บางคนไปทางโป๊เปลือยบ้าง ฯลฯ

ตัวชี้วัดหยาบ ๆ ว่ากิจกรรมที่แสดงออกนั้นดีจริงหรือไม่ ก็สังเกตดูว่าสิ่งที่ทำนั้นมันเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นอย่างยั่งยืนหรือไม่ ทำให้คนโลภ โกรธ หลง มัวเมาเพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้ามันไปทางฝั่งไม่เป็นประโยชน์ เพิ่มโลภโกรธหลง ก็หยุด ก็เลิก

แต่ความจริง ถ้าเขาหลงมันจะเลิกไม่ได้ โลกธรรมจะมอมเมาว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ดี มหาโจรก็มีลูกน้องโจร ดังนั้นไม่ได้หมายความว่ามีคนเข้ามาสรรเสริญแล้วสิ่งที่ทำอยู่นั้นจะเป็นสิ่งดีเสมอไป โลกจะหลอก จะยั่วย้อมมอมเมา ให้คนหลงอยู่กับสิ่งลวงเหล่านั้น …ตลอดไป

กาฝากโลกธรรม

ประเด็นการโหนคนดีเพื่อล่าลาภยศสรรเสริญสุขนั้นมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เคสคลาสสิกที่สุดคือพระเทวทัตที่บวชมาเพื่อแข่งดีเอาชนะพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้เริ่มต้นจากการสร้างสำนักใหม่ ใช้การกลืนกินจากภายใน ห่มผ้าเหลือง ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า สุดท้ายก็เสนอเงื่อนไขแข่งดีเอาชนะพระพุทธเจ้า

จนมีภิกษุผู้หลงผิดหลายรูปตามพระเทวทัตไปด้วย ลำบากพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไปตามกลับ สุดท้ายความจริงก็ปรากฏ …พระเทวทัตใช้การเกาะพระพุทธเจ้าดัง เพราะว่ามันง่าย มาปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า จะพูดอะไรคนเขาก็ชอบ เขาก็ศรัทธา ถ้าไม่ใช่ปัญญาระดับพระพุทธเจ้าหรือระดับอริยสาวก ไม่มีทางรู้หรอกว่าพระเทวทัตชั่วอย่างไร ปุถุชนก็หลงตามพระเทวทัตกันได้ทั้งนั้น เพราะพระเทวทัตพูดแต่สิ่งที่ดี!

เช่นเดียวกันในสมัยนี้ มีนักบวชที่บวชเพื่อแสวงหาลาภสักการะ ใช้คำสอนของพระพุทธเจ้าหาโลกธรรม มันก็ทำได้ เพราะชาวไทยส่วนใหญ่ศรัทธาพระพุทธเจ้า พอห่มผ้าเหลืองปุ๊ป พอพูดตามพระพุทธเจ้าปั๊ปเขาก็ศรัทธา หลงว่านักบวชนั้นเป็นของจริง ก็แห่ไปเคารพบูชาโดยไม่ตรวจสอบ ไปหลงเคารพศรัทธาเพียงเพราะเขาพูดเรื่อง&พูดตามพระพุทธเจ้าเท่านั้น

ในอดีตเราก็มีบทเรียนกันมาตั้งหลายครั้งว่า นักบวชที่อาศัยผ้าเหลืองหาโลกธรรมก็มีเยอะ สุดท้ายก็ความแตก จับได้สึกไป ยังเสนอหน้าในสังคมก็มี ไอ้ที่เขาจับได้แต่ยังหน้าด้านอยู่ก็มี

นับประสาอะไรกับฆราวาสที่ใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้ามาหากิน เอามาสร้างสำนักแสวงหาโลกธรรมให้ตัวเอง ให้ได้ลาภสักการะบริวาร มันมีมากมายอยู่แล้ว ความจริงมันยังไม่เปิดเผยว่าชั่ว คนก็ดูกันไม่ออก ก็แอบเสพกันไป สะสมความชั่วกันไป วันหนึ่งคนเขาจับได้ก็พังกันไป แถกันไป หน้าด้านอยู่กันไป

เช่นเดียวกันกับการเอาความดีของคนอื่นไปหากิน ไม่ต้องถึงระดับพระพุทธเจ้าหรอก เอาแค่ระดับครูบาอาจารย์หรือคนดีที่น่าเคารพบูชาทั้งหลายในสังคม ก็มักจะโดนพวกกาฝากโลกธรรมเข้ามาหาผลประโยชน์ มีทุกกลุ่มคนดีนั่นแหละ ไปตรวจสอบกันดูได้ พวกที่เข้ามาเพื่อมาเอาคุณความดีบางอย่าง บ้างก็แอบเกาะกินไปอย่างนั้น บ้างก็อยากดังเองก็แยกวงออกไป สร้างสำนักของตัวเอง

ก็ดู ๆ กันไป ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ไปหลงชื่นชนคนพาลนี่ฉิบหายยาวเลยนะ ผูกภพผูกชาติไปกับเขาอีกนานเลย ส่วนตัวผมถ้าไม่แน่ใจว่าใครดีจริง ผมไม่รีบตัดสินใจตามนะ มันต้องคบคุ้น ใช้เวลาศึกษากันนาน ๆ จนกว่าจะมั่นใจว่าคนนี้แหละของจริง ผมถึงจะตาม

ไอ้ที่แบบทำดีเอาหน้าล่าโลกธรรมผมก็เห็นมาเยอะ สมัยศึกษาธรรมะแรก ๆ นี่เรียกว่าเมาเลย โอ้โห มีแต่คนดี คนเก่งเต็มไปหมด แต่พอศึกษาไปทำไมมันเริ่มเห็นความชั่ว อ้าวคนนั้นก็ดีไม่แท้ คนโน้นก็ดีไม่แท้ มีแต่ของปลอมทั้งนั้น เอาธรรมะมาหากิน เอามาหาลาภสักการะบริวารทั้งนั้น ดีนะที่ผมไม่หลงตามคนพวกนี้ไปเพียงเพราะเขาพูดธรรมะและสรรเสริญพระพุทธเจ้า …หลงตามพวกกาฝากศาสนาไปนี่ฉิบหายเลย

การสนับสนุนคนเห็นผิด

ได้อ่านข่าวที่พระทำขนมปังขาย แล้วก็เห็นว่ามีทั้งกระแสที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผู้ที่เห็นด้วยก็คิดว่าดีเป็นประโยชน์ ผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็เพราะว่าสิ่งนั้นไม่สมควรทำ

ถ้าเป็นสมัยก่อน ผมก็คงคิดว่าอย่างน้อยท่านก็คิดจะทำสิ่งที่ดี เราก็เอื้อ ๆ กันไปบ้าง แต่หลังจากที่ได้ศึกษาอนุตตริยสูตร จึงพบว่านั่นคือ “การร่วมนรก” ดี ๆ นี่เอง

ข้อหนึ่งในอนุตตริยสูตร คือปาริจริยานุตริยะ พระพุทธเจ้าตรัสว่า การบำรุงคนไม่ว่าจะฆราวาสหรือนักบวชที่เห็นผิด ยังไม่มีความเห็นถูกตรง เป็นคนทุศีล ไม่มีศีล ไม่มีวินัย นั้นมีอยู่ แต่เป็นการบำรุงที่ “เลว

ท่านเน้นคำว่า “เลว” เลยนะ ไม่ใช่ “เออ อย่างน้อยเขาก็ทำดีนะ” คือถ้าเขาทำผิดแล้วเราไปสนับสนุนเนี่ย เรียกว่าการบำรุงที่เลว คือเรานี่แหละ ไปสนับสนุนให้เขาเห็นผิด ให้เขาคิดผิด ให้เขาทำผิดต่อไปเรื่อย ๆ

ยิ่งพวกนักบวชที่ใช้ผ้าเหลืองแสวงหาโลกธรรมนะ จะได้มีเงินมาก ๆ มีบริวารมาก มีตำแหน่งสูง มีชื่อเสียงมากมาย มีปัจจัย 4 ที่ยิ่งใหญ่มากมายกินใช้ไม่มีวันหมด …

แม้แต่ท่านที่ใช้บารมีของผ้าเหลืองในการไปสร้างคุณงามความดีแบบโลก ๆ ให้ดูยิ่งใหญ่อลังการ แต่ไม่ได้มุ่งขัดเกลากิเลสในตน ให้เป็นไปสู่ความมักน้อย ละโลภ โกรธ หลง อันนี้มันก็ผิด แม้คนเขาจะ “สาธุ” กันมาก แต่มันก็ผิด

เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ถึงกระนั้นพระพุทธเจ้าท่านก็ยังมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่า การบำรุงพระพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้า(พระอริยะเท่านั้น ไม่ใช่พระทั่วไป) นั้นเป็นการบำรุงที่ยอดเยี่ยมกว่าการบำรุงทั้งหลาย

ผมนี่ซึ้งใจเลยนะว่า แต่ก่อนที่เราเคยบำรุงคนนั้นคนนี้ นั่นคือการบำรุงที่เลว แม้ภาพรวม ๆ เขาจะดูดี แต่ก็ยังเลว เพราะเขายังไม่มีอริยะคุณ เขายังลดกิเลสไม่เป็น บำรุงไปทุกบาททุกสตางค์ ทุกแรงกายแรงใจ นั้นจะไปเป็นส่วนเพิ่มกิเลสเขาทั้งหมด

ดังนั้น ไม่ว่าจะขนมปังพระทำ หรือบริจาคให้พระไปทำนู่นทำนี่ แม้จะดูดีเป็นสาธารณะประโยชน์แค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าผมประเมินดูดีแล้วว่าตัวบุคคลนั้นยังไม่มีคุณอันสมควร ผมก็จะไม่บำรุง ไม่ร่วมสังฆกรรม ยกเว้นจะอนุโลมในบางกรณีเท่านั้น